การมีจิตสาธารณะเพื่อให้เกิดในจิตสำนึกของเด็ก

การที่มนุษย์ในสังคมจะแสดงออกซึ่งการมีจิตสาธารณะนั้นเป็นเรื่องที่ยาก หากไม่ได้รับการเลี้ยงดูมาแบบส่งเสริมหรือเอื้อต่อการเกิดพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะ สังคมก็จะเป็นไปแบบเห็นแก่ตัว คือ ตัวใครตัวมัน ไม่สนใจสังคมรอบข้างคิดแต่ประโยชน์แห่งตนเท่านั้น ชุมชนอ่อนแอ ขาดการพัฒนา เพราะต่างคนต่างอยู่ สภาพชุมชนมีสภาพเช่นไรก็ยังคงเช่นนั้น ไม่เกิดการพัฒนา และยิ่งนานไปก็มีแต่เสื่อมทรุดลง อาชญากรรมในชุมชนอยู่ในระดับสูง ขาดศูนย์รวมจิตใจ ขาดผู้นำที่นำไปสู่การแก้ปัญหา เพราะคนในชุมชนมองปัญหาของตัวเองเป็นเรื่องใหญ่ ขาดคนอาสานำการพัฒนา เพราะกลัวเสียทรัพย์ กลัวเสียเวลา หรือกลัวเป็นที่ครหาจากบุคคลอื่น ดังนั้น การศึกษาแนวทางและความสำคัญของการมีจิตสาธารณะเพื่อให้เกิดในจิตสำนึกของเด็กและเยาวชนนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่เราควรกระทำ เพื่อสังคมที่น่าอยู่ต่อไป ทั้งนี้เพราะเด็กช่วงแรกเกิดจนถึงก่อน 10 ขวบ เป็นช่วงที่เด็กมีความไวต่อการรับการปลูกฝัง และส่งเสริมจริยธรรมเป็นอย่างยิ่ง เพราะเด็กยังเป็น “ไม้อ่อนที่ดัดง่าย” ฉะนั้นการปฏิบัติต่อเด็กอย่างเหมาะสมกับพัฒนาการด้านสังคมและด้านจิตใจของเด็กจะเป็นการป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น เพื่อที่จะได้เป็นพลเมืองที่ดีของสังคม ก่อให้เกิดความเข้มแข็งของสังคม จะส่งผลให้ การเมือง เศรษฐกิจ ศีลธรรมในสังคมนั้นดีขึ้น

เด็กที่มีจิตสาธารณะจะมีพฤติกรรมที่แสดงออกถึง ความรับผิดชอบต่อสาธารณสมบัติด้วยการเอาใจใส่ดูแลเป็นธุระ และเข้าร่วมในเรื่องส่วนรวมที่เป็นประโยชน์ร่วมกันของกลุ่ม โดยหลีกเลี่ยงการใช้หรือกระทำที่ทำให้เกิดการชำรุดเสียหายต่อของส่วนรวม การถือเป็นหน้าที่ที่จะมีส่วนร่วมในการดูแล การเคารพสิทธิในการใช้สาธารณสมบัติของผู้อื่น มุ่งปฏิบัติเพื่อส่วน รวมในการดูแลรักษาของส่วนรวม เช่น การทำตามหน้าที่ที่กำหนดการดูแลความสงบเรียบร้อย การรักษาสาธารณสมบัติ รับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น มีส่วนร่วมในการหาแนวทางป้องกันแก้ไข รวมไปถึงการรับอาสาทำบางอย่างเพื่อส่วนรวม เคารพสิทธิของผู้อื่นในการใช้ของส่วนรวม ไม่ปิดกั้นในการใช้ของบุคคลอื่น มีการแบ่งปันหรือเปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้ใช้ของส่วน รวม ไม่ยึดครองของส่วนรวมมาเป็นของตนเอง ซึ่งสังเกตได้ ดังนี้

คิดในทางบวก (Positive thinking) คือ คิดในทางที่ดีต่อคนอื่น
มีส่วนร่วม (Participation) คือ การมีส่วนร่วมในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม การอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน เกื้อกูล เป็นธรรมชาติ
ทำตัวเป็นประโยชน์ (Useful) คือ เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ต่อสาธารณะ ต่อสังคม ไม่นิ่งดูดาย อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะแม้เพียงเล็กน้อยก็จะทำ
ไม่เห็นแก่ตัว (Unselfish) คือ การฝึกเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน แบ่งปันของเล่น ของใช้ให้เพื่อน รู้จักให้ทาน
มีความเข้าใจ (Understand) คือ เข้าใจผู้อื่น (Empathy) ไม่ทับถมผู้อื่น ไม่ซ้ำเติมผู้อื่น
มีใจกว้าง (Broad Mind) คือ มีจิตที่กว้างใหญ่ เปิดกว้าง ไม่คับแคบ รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น รับฟังข้อมูล แสวง หาความรู้ใหม่อยู่เสมอ
มีความรัก (Love) คือ รักเพื่อน รักผู้อื่น เมตตาต่อสัตว์ และพืช
มีการสื่อสารที่ดี (Communication) คือ มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น เล่น และทำงานร่วมกับผู้อื่นได้

เรียนรู้กลยุทธ์การช่วยเหลือผู้อื่น

กลยุทธ์การช่วยเหลือ (Rescue) จะเกิดขึ้นโดยทันทีหลังการเกิดภัยพิบัติและทอดระยะเวลาไปได้หลายวัน ขึ้นอยู่กับขนาดของภัยพิบัติที่เกิดขึ้น จุดมุ่งเน้นอยู่ที่การช่วยเหลือคนเจ็บ ผู้ที่ติดค้าง หรือที่ถูกลอยแพ รวมทั้งการระบุตำแหน่งของผู้เสียชีวิต การปรับสภาพของจุดประสบเหตุให้มีความปลอดภัยต่อการเข้าช่วยเหลือ การเข้าสำรวจจุดหรือตำแหน่งของพนักงานที่ต้องการความช่วยเหลือ การเตรียมปัจจัยพื้นฐานที่ต้องการเร่งด่วน อาทิ น้ำดื่ม อาหาร เวชภัณฑ์ ที่พักพิง ฯลฯ รวมถึงการติดต่อกับครอบครัว การแจ้งข่าวแก่ญาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การดำเนินผ่านกระบวนงานองค์กร

ความปลอดภัยของบุคลากร
การทราบตำแหน่งที่อยู่ของบุคลากรเป็นสิ่งที่จำเป็น โดยเฉพาะกับบุคลากรที่อยู่ในพื้นที่ประสบภัย หรืออยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับพื้นที่ประสบภัย ที่องค์กรต้องตัดสินใจดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดในการเคลื่อนย้ายหรืออพยพ การรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบต่อบุคลากรจะเป็นประโยชน์ต่อการให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสม

การมีส่วนร่วมของพนักงาน

พนักงานจะเป็นบุคลากรที่สามารถเข้าร่วมในปฏิบัติการช่วยเหลือ โดยการสนับสนุนขององค์กร ตั้งแต่การให้เงินช่วยเหลือสมทบ การเชื่อมโยงทางเว็บไซต์ไปยังหน่วยกู้ภัยเพื่อร่วมบริจาค การให้วันหยุดพนักงานเพื่อจัดกิจกรรมระดมทุน หรือการเปิดระบบบริจาคโดยการหักบัญชีเงินเดือนพนักงาน

ลูกค้าและผู้ส่งมอบ
เปิดโอกาสให้ลูกค้าและผู้ส่งมอบ สนับสนุนด้วยการระดมเงินช่วยเหลือ ผ่านทางการใช้แต้มสะสม หรือการบริจาคในอัตราร้อยละของค่าสินค้าที่จำหน่าย หรือกิจกรรมระดมทุนร่วมระหว่างองค์กร

การประเมินผลกระทบภายในองค์กร
การสื่อสารในองค์กรกับบุคลากร และกับหน่วยประกอบการที่ได้รับผลกระทบ จะช่วยให้องค์กรสามารถประเมินผลกระทบความเสียหาย และความจำเป็นในการช่วยเหลือให้แก่ทีมช่วยเหลือ ข้อมูลที่สำคัญอย่างเช่น พื้นที่ และจำนวนบุคลากรที่ได้รับผลกระทบ จะเป็นประโยชน์ต่อทีมเผชิญเหตุภัยพิบัติในพื้นที่ โดยเฉพาะในกรณีที่มีการดำเนินความช่วยเหลือร่วมกับบริษัทอื่น สามารถล่วงรู้ข้อมูลที่จำเป็นในภาคสนาม เช่น ระดับการเข้าถึงของหน่วยกู้ภัยและหน่วยปฏิบัติการอื่นๆ ในพื้นที่

การช่วยฟื้นคืนชีพผู้ประสบอุบัติเหตุในสถานการณ์ต่างๆ

สำหรับการช่วยฟื้นคืนชีพผู้ประสบอุบัติเหตุในสถานการณ์ต่างๆ ที่จะนำเสนอในบทเรียนนี้ ได้แก่ การช่วยฟื้นคืนชีพผู้ประสบอุบัติเหตุในกรณีการจมน้ำ การสำลักควันไฟการถูกไฟฟ้าดูด ภาวะจากอาการหัวใจวาย และภาวะจากทางเดินหายใจอุดตัน ซึ่งสามารถปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพได้ดังวิธีการต่อไปนี้

1. การช่วยฟื้นคืนชีพผู้ประสบอุบัติเหตุจากการจมน้ำ
สาเหตุ การจมน้ำเป็นภาวะที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงมากถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที อาจเกิดจากการพลัดตกน้ำ การว่างน้ำไม่เป็นซึ่งพบบ่อยในเด็กเล็ก คนที่จมน้ำมักจะเสียชีวิตจากการสำลักน้ำและขาดอาการหายใจ หรือเจ็บป่วยจากภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ ปอดบวมน้ำ
อาการ ผู้ประสบอุบัติเหตุจากการจมน้ำเป็นเวลานานจะซีดหรือหมดสติ เนื่องจากขาดอากาศหายใจ และอาจคลำชีพจรไม่ได้เพราะหัวใจหยุดเต้นร่วมด้วย
การช่วยฟื้นคืนชีพ
1) ประเมินสถานการณ์โดยเลือกวิธีช่วยเหลือที่ปลอดภัยที่สุด ทั้งต่อตัวผู้ช่วยเหลือเองและผู้ประสบอุบัติเหตุ และถ้าไม่จำเป็นอย่างลงไปช่วยในน้ำ เพราะผู้ประสบอุบัติเหตุที่อยู่ในภาวะตกใจและต้องการมีชีวิตรอดจะจับหรือกอดรัดผู้ช่วยเหลือจนไม่สามารถว่ายน้ำได้ ซึ่งจะเป็นสาเหตุให้จมน้ำทั้งคู่ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ช่วยเหลือพึงระวัง ทางที่ดีควรหาวัสดุให้ผู้ประสบอุบัติเหตุยึดเกาะเช่น ห่วงยาง เชือก หรือไม้ จะปลอดภัยมากกว่า ซึ่งสามารถกระทำได้ในกรณีเกิดเหตุการณ์จมน้ำใกล้ฝั่ง
2) ถ้าไม่มีทางเลือกเนื่องจากผู้ประสบอุบัติเหตุจมน้ำอยู่ไกลฝั่งมาก และต้องว่ายน้ำเข้าไปช่วยเหลือต้องปฏิบัติอย่างมีสติรอบคอบ ซึ่งควรสำรวจตัวเองว่ามีความพร้อมเช่น ว่ายน้ำเป็น ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง และต้องช่วยเหลืออย่างถูกต้อง โดยให้ว่ายน้ำเข้าไปทางด้านหลังผู้ประสบอุบัติเหตุ ใช้มือข้างหนึ่งของผู้ช่วยเหลือจัดล็อกบริเวณไหล่และหน้าอกของผู้ประสบอุบัติเหตุไว้ จากนั้นใช้มืออีกข้างหนึ่งช่วยว่ายน้ำค่อยๆ พยุงเข้าหาฝั่ง ซึ่งมีส่งที่พึงกระทำเพิ่มเติมคือ ระวังไม่ให้จมูกและปากของผู้ประสบอุบัติเหตุอยู่ใต้น้ำเพื่อช่วยป้องกันการสำลักน้ำเข้าไปอีก
3) หลังจากนำผู้ประสบอุบัติเหตุขึ้นมาจากน้ำได้แล้วให้รีบตรวจสอบการหายใจและคลำชีพจรทันที ถ้าไม่หายใจให้ช่วยหายใจด้วยวิธีการเป่าปาก หรือถ้าหัวใจหยุดเต้นให้ปฏิบัติการนวดหัวใจตามวิธีที่ได้ศึกษามาแล้ว
4) ถ้าต้องการเอาน้ำออกจากปอดและกระเพาะอาหารของผู้ประสบอุบัติเหตุให้จัดท่าผู้ประสบอุบัติเหตุนอนคว่ำ ศีรษะตะแคงไปด้านใดด้านหนึ่งเพื่อให้หายใจได้สะดวก จากนั้นใช้มือทั้ง 2 ข้างของผู้ช่วยเหลือสอดเข้าใต้ชายโครงของผู้ประสบอุบัติเหตุ ออกแรงยกขึ้นลงประมาณจะช่วยให้น้ำที่คั่งอยู่ในปอดและกระเพาะอาหารไหลออกมาทางปากได้บ้าง
5) ใช้ผ้าหรือเสื้อหนาๆ คลุมร่างกายผู้ประสบอุบัติเหตุ เพื่อช่วยสร้างความอบอุ่นแก่ร่างกาย แล้วรีบนำส่งสถานพยาบาลทันทีในทุกกรณี

2. การช่วยฟื้นฟูผู้ประสบอุบัติเหตุจากการสำลักควันไฟ
สาเหตุ การสำลักควันไฟสามารถเกิดขึ้นได้จากกรณีเพลิงไหม้ และติดอยู่ในสถานที่เกิดเพลิงไหม้นั้น ซึ่งสูดควันเข้าทั้งทางจมูกและปากจึงทำให้ได้รับควันจำนวนมากเข้าสู่ปอด
อาการ อาการสำคัญเมื่อสูดควันเข้าสู่ปอดเป็นจำนวนมาก คือสำลัก ไอ และหายใจไม่ออก ทำให้ร่ายกาขาดก๊าซออกซิเจนส่งผลให้เป็นลมหมดสติ หรือเสียชีวิตได้ ซึ่งพบว่า คนที่ติดอยู่ในบ้านหรือสถานที่เกิดเพลิงไหม้จะเสียชีวิตก่อนถูกไฟคลอก เนื่องจากขาดก๊อซออกซิเจนเพราะสูดควันเข้าไปมากกว่าปกติ ยิ่งถ้าเกิดเหตุเพลิงไหม้ในโรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตวัสดุจำพวกสารพิษ สารเคมี และพลาสติก เมื่อสารเหล่านี้ถูกเผาไหม้จะเกิดไอระเหยของสารพิษปนมากับควันไฟ โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนมอนอกไซต์ ซึ่งรวมตัวกับเฮโมโกลบินได้ดีกว่าก๊าซออกซิเจนจึงทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนอย่างรวดเร็ว ถ้าสูดดมเข้าไปก็จะก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบทางเดินทางเดินหายใจได้รุนแรง
การช่วยฟื้นคืนชีพ
1) รีบให้การช่วยเหลือโดยพาผู้ประสบอุบัติเหตุออกจากกลุ่มควันนั้นโดยเร็ว ซึ่งต้องคำนึงถึงความปลอดภัยต่อตนเองด้วย จึงควรหาวัสดุห้องกันอันตรายก่อน เช่น เสื้อกันไฟ ถุงมือกันไฟ ผ้าหรือหน้ากากป้องกันควัน เป็นต้น
2) หลังจากช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุออกมาจากควันไฟได้แล้ว ให้ตรวจสอบการหายใจ ถ้าไม่หายใจให้ปฏิบัติการช่วยหายใจเพื่อเพิ่มก๊าซออกซิเจนในปอด และคลำชีพจรบริเวณคอ ถ้าคลำชีพจรไม่พบ แสดงว่าหัวใจหยุดเต้นให้ปฏิบัติการนวดหัวใจทันที
3) ให้การรักษาอาการบาดเจ็บอื่นๆ ที่สามารถทำได้โดยปลอดภัย เช่นมีบาดแผลเลือดออกควรห้ามเลือด หรือกรณีอื่นๆ ตามความเหมาะสม
4) รีบนำผู้ประสบอุบัติเหตุส่งสถานพยาบาล เพื่อให้แพทย์ดูแลรักษาโดยเร็ว