ทำไมจำต้องเลือกเฟ้นบริการทำความสะอาดของที่นี้

การคัดใช้บริการทำความสะอาด จาก Cleaning Solution ถือเป็นการตกลงใจที่แม่นยำและคุ้ม  เนื่องมาจากท่านจะได้ประโยชน์มากมาย ทั้งสามารถที่จะทุ่นเวลา พร้อมทั้งทรัพยากรของท่าน  โดยที่ท่านอาจจะนำช่วงที่สำคัญของท่านเน้นไปยังการดำเนินการการงานหรืองานหลักของท่าน เป็นการใหญ่  โดยการกรองเอาท์ซอร์ทที่มีความช่ำชองงานเนื้อๆทางด้านชะล้างมาดำเนินกิจการแทน จึงเป็นประโยชน์และคุ้มกับองค์กรของท่านเป็นอย่างมาก

 

การประหยัดค่าใช้สอยอาจจะเป็นเหตุผลแต่อย่างเดียว ที่ท่านจะเริ่มการจ้างวานบริษัททำความสะอาด ในขณะการจ้างเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดเองจะมีต้นทุนที่สูงกว่า ไม่ว่าจะเป็นรายจ่ายด้านกรรมกร อุปกรณ์ เครื่องยนต์กลไก ค่ารักษา น้ำยาเคมีมากมาย และทุนแฝงอื่นๆ อีกมากมาย รวมไปถึงการก้าวหน้าฝึกอบรมให้ผู้ปฏิบัติงานเช่นกัน

การจ้าง บริษัททำความสะอาดจะสนับสนุนให้คุณสามารถคุมค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานและงบประมาณที่มีอยู่อย่างเหมาะควร บริษัทได้ให้จุดสำคัญการทำธุรกิจทำความสะอาดดังนี้ เริ่มต้นจากการสร้างมาตรฐานที่เหนือกว่า และเป็นที่รับรู้ หลังจากนั้นทำการคัดสรรอุปกรณ์ เครื่องอุปกรณ์ เครื่องกล และน้ำยาล้าง ที่เข้ารูปที่สุด จากผู้ประกอบการมากมาย มุ่งมั่นการวิวัฒน์อำนาจของพนักงาน และสร้างอนาคตกาลเจ้าหน้าที่ ตลอดจนความคืบหน้าในอาชีพของผู้ปฏิบัติงานทั้งหมด

บริการของ “คลีนนิ่ง โซลูชั่น” บริการซักล้าง อาคารชุด บริการทำความสะอาดอพาร์ทเมนต์ คอนโด พื้นที่สาธารณะทั้งหมดของคอนโดมิเนียมอยู่อาศัย ขัดพื้น ดูดฝุ่นพรม บริการทำความสะอาดบ้านพร้อมด้วยที่อาศัยคลีนนิ่งโซลูชั่น

ศึกษาเล่าเรียนโครงร่างของพีแอลซีปัจจุบันนี้

พีแอลซี เป็นเครื่องมือสมองกลสำหรับใช้ในงานอุตสาหกรรม มี หน่วยวัดผลกลาง หน่วยความทรงจำ หน่วยรองรับประกาศ หน่วยส่งประกาศ และหน่วยป้อนโปรแกรม มีขนาดเล็กองค์ประกอบทั้งหมดของ โดยจะผสานเป็นเครื่องเดีtct 2ยว แต่หากว่าเป็นขนาดใหญ่อาจจะแยกออกเป็นองค์ประกอบย่อยๆ ได้

หน่วยความจำของ พีแอลซี ประกอบด้วย หน่วยความทรงจำชนิด RAM และ ROM หน่วยความจำชนิด RAM ปฏิบัติหน้าที่เก็บโปรแกรมของผู้ใช้และข่าวคราวสำหรับใช้ในการปฏิบัติงานของ พีแอลซี ส่วน ROM ปฏิบัติหน้าที่เก็บโปรแกรมสำหรับใช้ในการดำเนินการของพีแอลซี  ตามโปรแกรมของ ผู้บริโภค ROM ย่อความมาจาก         Read Only Memory สามารถโปรแกรมได้แต่ลบไม่ได้ ถ้าหมดสภาพแล้วปรับปรุงไม่ได้

  1. RAM  หน่วยความทรงจำประเภทนี้จะมีแบตเตอรี่เล็กๆ ต่อไว้ เพื่อที่จะใช้เลี้ยงข่าวเมื่อเกิดไฟดับ การอ่านและจดรายการลงใน RAM ทำได้ง่ายมาก จึงเหมาะสำหรับการใช้งานในเวลาลองเครื่องที่มีการแปรเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงรายการซ้ำไปซ้ำมา
  2. EPROM  หน่วยความจำชนิด EPROM นี้จะต้องใช้วัสดุอุปกรณ์วิเศษในการจดโปรแกรม การลบโปรแกรมทำได้โดยใช้แสงอัลตราไวโอเลตหรืออาบแดดร้อนๆ นานๆ มีจุดเด่นตรงที่โปรแกรมจะไม่หายไปแม้ไฟดับ จึงเหมาะสำหรับการใช้งานที่ไม่จำเป็นต้องแปรเปลี่ยนรายการ
  3. EEPROM หน่วยความจำชนิดนี้ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องไม้เครื่องมือพิเศษในการจดและลบรายการ โดยใช้แนวทางทางกระแสไฟฟ้ายังกะ RAM นอกจากก็ไม่จำต้องมีแบตเตอรี่สำรองไฟฟ้าเมื่อไฟดับ ราคาจะมีราคากว่า แต่จะรวมคุณลักษณะที่ดีของทั้ง RAM พร้อมกับ EPROM เอาไว้ร่วมกัน

แก่นดีๆเกี่ยวกับแสลนกรองแสง หรือ ตาข่ายกรองแสง

พันธกิจของแสลนกรองแสงนั้นคือว่า การหดทอนความเข้มแสงสว่างให้บางเบาลงเกี่ยวกับไม่ให้พฤกษานั้นได้มาความสว่างสาหัสจนเกินพอดี การเลือกร้อยละในการกรองแสงของแสลนกรองแสงก็จะขึ้นอยู่กับประเภทของพฤกษ์ กับตอนอายุของไม้ที่เราปลูกค่ะ เช่น ในคราวของการปักชำเม็ด จนถึงคราวผู้อนุบาลกล้าก็ต้องใช้การกรองแสงมากหน่อยเดา 70% ถึง 80% ครับ และเมื่อต้นกล้ามีชราขึ้น จนรอบรู้ย้ายลงเปลี่ยนแปลงเพาะปลูกได้นั้น โควตาแสงที่ได้รับก็ต้องขยาย เราสามารถใช้กรองแสงแค่ประมาณ 50% ถึง 60% ก็พอเพียงต่อความหมายมั่นของไม้แล้วล่ะ และผิว่าอย่างพืชที่สร้างนั้น เป็นพืชพันธุ์ชนิดที่ไม่ชอบแสงจัดจ้าน มุ่งหมายร่มเงา ตัวอย่างเช่น กล้วยไม้ ไม้กลุ่มนี้ไม่ต้องการแสงจำนวนมากๆ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องใช้กรองแสงในจำนวนที่สูงขึ้นซัก 80% กำลังดีคร่า

images

และอีกเรื่องคือ สีของแสลนกรอง ที่มีทั้ง สีดำ และ สีเขียว แล้วเราน่าจะใช้สีอะไรดีล่ะ? ทั้ง 2 สีนั้นมีความห่างไกลกันในเรื่องของสีกับแสงและหัวใจ กล่าวคือ แสลนกรองแสง หรือ ตาข่ายกรองแสง สีดำนั้นจะไม่ไปตักออกค่าความยาวของคลื่นแสง แสงที่ทะลุผ่านแสลนกรองแสงสีดำตรงนั้น จะเป็นแสงขาวเหมือนที่เราเห็นกว้างขวาง แต่แสลนกรองแสงสีอื่นจะตีกลับตัดรอนค่าความยาวของคลื่นแสงไฟที่เป็นสีเดียวกันกับสีของแสลนกรองแสงนั้นออกไป และพืชก็ต้องการแสงสีน้ำเงินและแดงเป็นหลัก ซึ่งรวมอยู่ในแสงสีขาวตรงนั้นอยู่แล้ว ถ้าแสงสีเหล่านี้ถูกตัดทอนออกไปก็จะมีผลต่อการสังเคราะห์ความสว่าง จนถึงการจำเริญงอกงามของต้นไม้ครับ แบบแสลนกรองแสงสีเขียวนั้นเราจะเห็นคนคัดเลือกใช้กันเป็นกองมากกว่าสีดำ นั่นก็โดย ประเด็นหนึ่งเลยคือแสลนสีดำสงวนความร้อนได้ดีกว่าสีเขียว ตามคุณค่าของสีดำ ซึ่งส่งผลให้ในระยะยาวแสลนสีดำนั้นจะพุพังเสื่อมคุณค่าเร็วกว่าสีเขียวนั่นเอง

เรียนแฟชั่นและการออกแบบสิ่งทอต่างประเทศ

แฟชั่น

การเรียนแฟชั่น คือ การศึกษาเกี่ยวกับสไตล์และเทรนด์ของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายนอกจากจะเป็นเครื่องนุ่งห่มที่ช่วยปกป้องมนุษย์จากสภาพอากาศแล้ว เสื้อผ้ายังสะท้อนถึงอิทธิพลของสภาพแวดล้อม และวัฒนธรรมในแต่ละท้องถิ่นอีกด้วย ทุกวันนี้การเปลี่ยนแปลงในแวดวงแฟชั่นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในเมืองอย่างลอนดอน ปารีส มิลาน และนิวยอร์ก ที่ได้รับการขนานนามว่า เมืองหลวงแห่งแฟชั่นของโลก

อุตสาหกรรมแฟชั่นในปัจจุบัน คือการผลิตสินค้าที่ทันสมัย ตอบรับรสนิยมของคนส่วนใหญ่ในสังคม ลดต้นทุนการผลิตด้วยการผลิตครั้งละมากๆ และขายในราคามาตรฐาน ซึ่งการผลิตสินค้าในลักษณะดังกล่าว เป็นงานที่บัณฑิตส่วนใหญ่นิยมทำกันเมื่อจบการศึกษา

อุตสาหกรรมแฟชั่น เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ใหญ่มากในประเทศอังกฤษ เมื่อปี ค.ศ.2011 มีเงินหมุนเวียนในอุตสาหกรรมนี้ถึง 21 ล้านปอนด์ต่อปี (ประมาณ 1 พันล้านบาท) บัณฑิตที่จบด้านแฟชั่นในระดับปริญญา จึงมีทางเลือกในการประกอบอาชีพที่หลากหลาย และเป็นที่ต้องการตัวของตลาดแรงงานเป็นอย่างมาก

ศิษย์เก่าส่วนใหญ่มักออกแบบและผลิตเสื้อผ้าขายภายใต้แบรนด์ของตัวเอง หรือทำงานเป็นนักออกแบบให้กับแบรนด์เสื้อผ้าต่างๆ รายได้เริ่มต้นของผู้จบสาขาวิชาแฟชั่นในประเทศอังกฤษอยู่ที่ 14,000-22,000 ปอนด์ต่อปี (ประมาณ 665,000-1,045,000 บาท)

นอกจากนี้ยังมีงานเกี่ยวกับแฟชั่นอีกมากมายที่บัณฑิตสามารถเลือกทำได้ โดยอาศัยความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดีไซน์และความสนใจในเรื่องเทรนด์ อย่างเช่น เป็นกองบรรณาธิการนิตยสารแฟชั่น เป็นบล็อกเกอร์กูรูด้านแฟชั่น หรือทำงานด้านการตลาดให้กับสินค้าแฟชั่น เป็นต้น

หากไม่ต้องการทำงานประจำ บัณฑิตยังสามารถทำงานเป็นฟรีแลนซ์ ในบทบาทสไตลิสต์ นักเขียน และนักวาดภาพประกอบได้ หรือจะนำความรู้ทางด้านแฟชั่น ไปประยุกต์ใช้กับงานด้านอีคอมเมิร์ซ การขาย หรือการประชาสัมพันธ์ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ

คุณสมบัติของการเป็นกู้ภัยที่ดี

%e0%b8%81%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2

หน่วยกู้ภัยส่วนใหญ่เกิดมาจากคนในชุมชนมารวมตัวกันก่อตั้งขึ้น บางกลุ่มก็มาจากสมาชิกเล่นวิทยุความถี่ บางกลุ่มก็มาจาก อปพร. ซึ่งมีใจรักและเสียสละเพื่อส่วนรวม จึงมีความผูกพันกับชุมชนและรักที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ใกล้ชิดกับชุมชนของตัวเองได้ง่าย และได้รับความไว้วางใจและเชื่อถือจากชุมชน มีการจัดตั้งกระจายออกไปทั่วประเทศ เห็นได้จากมีหลากหลายหน่วยมาก ซึ่งระบบราชการก็ไม่มีงบประมาณพอเพียงที่จะทำได้แต่ก็มีการร่วมมือกันระหว่างหน่วยราชการกับศูนย์กู้ภัย จะเห็นได้ว่าบางสน. ก็ได้ร่วมมือกันกับศูนย์กู้ชีพจัดตั้งหน่วยกู้ชีพพลเรือนขึ้น เช่น ศูนย์ร่มฟ้า เป็นต้น

การจะเป็นกู้ภัยที่ดีต้องปฎิบัติดังนี้

1. ห้ามดื่มของมืนเมาในขณะปฏิบัติหน้าที่

2. ห้ามฉวยโอกาสหยิบของมีค่าของผู้ประสบภัยไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าต้องการเก็บรักษาให้ทำการเก็บใส่ถุงแล้วนำฝากพยาบาลเวรที่รับผู้ป่วย แล้วจดชื่อพยาบาลผู้เก็บรักษาแล้วแจ้งศูนย์

3. ห้ามกระทำการใดๆ อันส่อพฤติกรรมล้วงเกินทางเพศ ทั้งตลอดผู้ป่วยมีสติและไม่มีสติยกเว้นการทำ CPR กับผู้ป่วยที่ต้องการนวดหัวใจผายปอด

4. ไม่ใช้อารมณ์ในการปฏิบัติหน้าที่

5. ปฏิบัติผู้ประสบภัยเสมือนญาติของตัวเอง

6. เห็นกู้ภัยหน่วยอื่นเป็นผู้ร่วมงานอย่างเป็นมิตร

7. ไม่หวังสิ่งตอบแทนจากญาติผู้ป่วยทุกกรณี

8. ใช้วาจาอย่างสุภาพในการปฏิบัติหน้าที่

9. รักษาจรรยาบรรณของการเป็นกู้ภัยและกฏระเบียบอย่างเคร่งครัด

การจัดการศึกษาเพื่อเด็กด้อยโอกาส

Joyful Cambodian kid group

คำว่า “เด็กด้อยโอกาส” หรือ “เด็กในสภาวะยากลำบาก”  ล้วนแต่เป็นถ้อยคำที่บอกให้รู้ถึง “เด็กของเรา” กลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มหนึ่ง ที่ขาดโอกาสได้รับการดูแลและพัฒนาตนอย่างสมวัย ซ้ำจำนวนไม่น้อยยังตกอยู่ในภาวะของการถูกทำร้ายด้วยการใช้แรงงานอย่างหนักเกินวัย ให้ประกอบอาชีพที่ไม่พึงประสงค์ ตกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพกายและจิต

“เด็กด้อยโอกาส” หรือ “เด็กในสภาวะยากลำบาก” จึงมีความหมายครอบคลุมถึงเด็กใน ๓ ลักษณะด้วยกันคือ

๑. เด็กที่อยู่ในพื้นที่ที่ทำให้ด้อยโอกาส ได้แก่เด็กในสลัม เด็กในแหล่งก่อสร้าง เด็กชนบทห่างไกล เด็กในเขตชายแดน เด็กตามเกาะแก่งห่างไกล

๒. เด็กที่อยู่ในสถานการณ์น่าห่วงใย ได้แก่เด็กในสถานค้าประเวณี เด็กในโรงงาน เด็กข้างถนนที่ขายพวงมาลัย ขายหนังสือพิมพ์ เร่ร่อน เด็กพิการในลักษณะต่างๆ และเด็กถูกทารุณ ถูกข่มขืน

๓. เด็กที่อยู่ในสถานสงเคราะห์และสถานพินิจ สถานสงเคราะห์หมายถึงที่ที่ให้เด็กเข้ารับการสงเคราะห์อยู่อาศัยและให้การดูแลในด้านต่างๆ ปัจจุบันมีทั้งภาครัฐและเอกชนที่เปิดสถานสงเคราะห์รองรับเด็กๆ ไว้ ส่วนสถานพินิจหมายถึงที่ที่รองรับเด็กซึ่งถูกพิพากษาจากศาลคดีเด็กและเยาวชน ให้กักตัวไว้เพื่อแก้ไขให้มีพฤติกรรมดีขึ้น

“เด็กด้อยโอกาส” ในความหมาย ๓ ลักษณะข้างต้นนี้ ล้วนแต่คือกลุ่มเป้าหมายที่จะต้องให้ความสนใจและดูแลให้การพัฒนาโดยเร็ว ก่อนที่อะไรๆ จะสายเกินไปกว่านี้หรือเลวร้ายจนหลายคน “ช่วยพัฒนาไม่ทันการณ์”

“การจัดการศึกษาเพื่อเด็กด้อยโอกาส” จึงเป็นรูปธรรมหนึ่งที่สำคัญและจำเป็นต่อการช่วยเหลือให้เด็กๆที่ด้อยโอกาส พ้นจากภาวะลำบากของชีวิตต่อไปได้ ตลอดจนสามารถจะยืนหยัดขึ้นมาอย่างมั่นใจ พึ่งพาตนเองได้อย่างมีคุณค่าอยู่ในสังคม

“การจัดการศึกษาเพื่อเด็กด้อยโอกาส” จึงต้องเริ่มต้นด้วยการเปิดมิติใหม่ของ “โรงเรียนและสถานศึกษา” โดยมีข้อควรตระหนักถึงดังนี้

๑.บทบาทการปกป้องเด็ก เป็นบทบาทที่สำคัญในภาวะปัจจุบัน ที่โรงเรียนจะต้องตระหนักเสมอว่ามีหน้าที่ในการ “ปกป้องเด็ก” ไม่ให้หลุดไปจากระบบโรงเรียนเร็วเกินไป ซึ่งการที่จะ “ปกป้องเด็ก” ไว้ได้นั้น จะหนีไม่พ้นเรื่องของ “ข้อมูลเด็กและครอบครัว” ที่แต่ละโรงเรียนจะต้องมีไว้อย่างละเอียดและเป็นข้อมูลที่ปรับเปลี่ยนอยู่เสมอให้ทันสถานการณ์ เพื่อจะทำให้รู้ว่าขณะนี้ครอบครัวของเด็กคนใดกำลังจะย้ายถิ่น กำลังจะให้ลูกออกจากโรงเรียนไปทำงานในลักษณะต่างๆหรือกำลังประสบปัญหาอะไร การติดตามข้อมูลสถานการณ์เหล่านี้ จะช่วยให้ครูรู้เท่าทันและหาทางประสานช่วยในลักษณะต่างๆ เพื่อให้ครอบครัวเข้าใจและยินยอมให้เด็กๆ ได้เล่าเรียนศึกษาต่อไป

๒.บทบาทการคุ้มครองสิทธิของเด็ก โดยเฉพาะ “สิทธิที่จะได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน” ซึ่งระบบการศึกษาจะต้องแก้ไขอุปสรรคที่ขัดขวางสิทธิในการได้รับการศึกษาของเด็ก โดยเฉพาะกฎระเบียบที่กระทรวงกำหนดไว้นานแล้วและกีดกันเด็กเป็นจำนวนมากไม่ให้ได้รับการศึกษา อาทิ

๒.๑ การต้องมีหลักฐานใบเกิด-ทะเบียนบ้าน เพื่อสมัครเข้าโรงเรียน แม้ปัจจุบันจะยกเลิกระบบนี้แล้วก็ตาม แต่หากเด็กเรียนจบระดับประถม ๖ แล้ว การไม่มีหลักฐานถูกต้อง  มักเป้นอุปสรรคที่เด็กจะก้าวไปรียนต่อในระดับสูงๆ ต่อไป

๒.๒ ระเบียบของกรมการศึกษานอกโรงเรียน ยังมีรอบและมีรุ่นตามปกติ  ทำให้ช่วงเวลาที่เด็กด้อยโอกาสจะเข้าเรียนนั้น ต้องรอคอยจนกว่าจะถึงรอบรับสมัคร  หลายกรณีใช้เวลารอนานหลายเดือน ดังนั้นการแก้ไขให้สมัครเรียนได้ตลอดเวลา ใช้หลักเข้าช้าก็จบช้า  จะช่วยกลุ่มเด็กด้อยโอกาสได้มาก

๒.๓ ระเบียบการสมัครเข้าฝึกวิชาชีพกับ “กรุงเทพมหานคร” และ “กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน” ที่ระบุให้เด็กที่มีอายุ ๑๔ ปีขึ้นไปและเด็กที่จบระดับประถม ๖ แล้วเท่านั้น ที่สามารถสมัครเข้าเรียนได้  เด็กด้อยโอกาสจำนวนไม่น้อยที่อายุไม่ถึง แต่จำเป็นต้องฝึกงานและทำงานควบคู่ไปด้วยจึงหมดสิทธิ์ลง

ตัวอย่างของกฎระเบียบเหล่านี้เป็นเรื่องน่าปวดร้าวใจยิ่ง เพราะเป็นระเบียบที่มาจากหน่วยงานทางการศึกษาและฝึกวิชาชีพ ที่มีหน้าที่ให้การพัฒนาเด็กโดยตรง กลับมีระเบียบที่มากจนกลายเป้นการกีดกันเด็กเสียเอง

๓.การขยายบทบาทของกลไกลเดิมที่ดีอยู่แล้วให้กว้างขวางขึ้น หน่วยงานทางการศึกษามีกลไกสำคัญกลไกหนึ่งที่เป็นประโยชน์ต่อเด็กด้อยโอกาสยิ่ง นั่นคือ “โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์”และ “โรงเรียนราชประชานุเคราะห์” กระจัดกระจายอยู่เกือบครบทุกจังหวัด แต่ถึงจะมากเช่นปัจจุบันก็ยังไม่เพียงพอสำหรับเด็กด้อยโอกาสอีกมากที่ต้องการเข้าไปอยู่อาศัยและเรียนรู้รับการศึกษาที่นั่น  จึงควรเพิ่มจำนวนให้มากขึ้นครบทุกจังหวัดจะดีมาก

๔.เปิดโอกาสให้หน่วยงานอื่นๆ ได้มีบทบาทในการจัดการศึกษาเพิ่มขึ้น จุดนี้ต้องเริ่มด้วยความเชื่อมั่นในศักยภาพของหน่วยงานอื่น เชื่อมั่นในความปรารถนาดีและความทุ่มเทเอาใจใส่ของหน่วยงานต่างๆที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในสังคม  โดยเฉพาะรูปแบบโฮมสกูลและรูปแบบการศึกษาทางเลือก ที่รัฐต้องสนับสนุนและส่งเสริมให้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

เมื่อความเชื่อมั่นเกิดขึ้นกับผู้รับผิดชอบในกระทรวงศึกษาธิการแล้ว ก็จะมีช่องทางมากมายรวมทั้งความร่วมมืออีกมากประสานเข้ามาช่วยจัดการศึกษาเพื่อเด็กด้อยโอกาสในหลายๆระดับตั้งแต่ระดับเตรียมความพร้อม จนถึงระดับจบขั้นพื้นฐาน ๑๕ ปี

สภาพเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ ก็ด้วยการประมวลภาพที่หน่วยงานต่างๆ และส่วนต่างๆดำเนินการอยู่แล้วหาทางสนับสนุนส่งเสริมให้หน่วยงานเหล่านั้นดำเนินการไปได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้นทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพที่ผ่านเกณฑ์การประเมินอย่างเป็นวิชาการ

 

 

การมีจิตสาธารณะเพื่อให้เกิดในจิตสำนึกของเด็ก

การที่มนุษย์ในสังคมจะแสดงออกซึ่งการมีจิตสาธารณะนั้นเป็นเรื่องที่ยาก หากไม่ได้รับการเลี้ยงดูมาแบบส่งเสริมหรือเอื้อต่อการเกิดพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะ สังคมก็จะเป็นไปแบบเห็นแก่ตัว คือ ตัวใครตัวมัน ไม่สนใจสังคมรอบข้างคิดแต่ประโยชน์แห่งตนเท่านั้น ชุมชนอ่อนแอ ขาดการพัฒนา เพราะต่างคนต่างอยู่ สภาพชุมชนมีสภาพเช่นไรก็ยังคงเช่นนั้น ไม่เกิดการพัฒนา และยิ่งนานไปก็มีแต่เสื่อมทรุดลง อาชญากรรมในชุมชนอยู่ในระดับสูง ขาดศูนย์รวมจิตใจ ขาดผู้นำที่นำไปสู่การแก้ปัญหา เพราะคนในชุมชนมองปัญหาของตัวเองเป็นเรื่องใหญ่ ขาดคนอาสานำการพัฒนา เพราะกลัวเสียทรัพย์ กลัวเสียเวลา หรือกลัวเป็นที่ครหาจากบุคคลอื่น ดังนั้น การศึกษาแนวทางและความสำคัญของการมีจิตสาธารณะเพื่อให้เกิดในจิตสำนึกของเด็กและเยาวชนนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่เราควรกระทำ เพื่อสังคมที่น่าอยู่ต่อไป ทั้งนี้เพราะเด็กช่วงแรกเกิดจนถึงก่อน 10 ขวบ เป็นช่วงที่เด็กมีความไวต่อการรับการปลูกฝัง และส่งเสริมจริยธรรมเป็นอย่างยิ่ง เพราะเด็กยังเป็น “ไม้อ่อนที่ดัดง่าย” ฉะนั้นการปฏิบัติต่อเด็กอย่างเหมาะสมกับพัฒนาการด้านสังคมและด้านจิตใจของเด็กจะเป็นการป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น เพื่อที่จะได้เป็นพลเมืองที่ดีของสังคม ก่อให้เกิดความเข้มแข็งของสังคม จะส่งผลให้ การเมือง เศรษฐกิจ ศีลธรรมในสังคมนั้นดีขึ้น

เด็กที่มีจิตสาธารณะจะมีพฤติกรรมที่แสดงออกถึง ความรับผิดชอบต่อสาธารณสมบัติด้วยการเอาใจใส่ดูแลเป็นธุระ และเข้าร่วมในเรื่องส่วนรวมที่เป็นประโยชน์ร่วมกันของกลุ่ม โดยหลีกเลี่ยงการใช้หรือกระทำที่ทำให้เกิดการชำรุดเสียหายต่อของส่วนรวม การถือเป็นหน้าที่ที่จะมีส่วนร่วมในการดูแล การเคารพสิทธิในการใช้สาธารณสมบัติของผู้อื่น มุ่งปฏิบัติเพื่อส่วน รวมในการดูแลรักษาของส่วนรวม เช่น การทำตามหน้าที่ที่กำหนดการดูแลความสงบเรียบร้อย การรักษาสาธารณสมบัติ รับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น มีส่วนร่วมในการหาแนวทางป้องกันแก้ไข รวมไปถึงการรับอาสาทำบางอย่างเพื่อส่วนรวม เคารพสิทธิของผู้อื่นในการใช้ของส่วนรวม ไม่ปิดกั้นในการใช้ของบุคคลอื่น มีการแบ่งปันหรือเปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้ใช้ของส่วน รวม ไม่ยึดครองของส่วนรวมมาเป็นของตนเอง ซึ่งสังเกตได้ ดังนี้

คิดในทางบวก (Positive thinking) คือ คิดในทางที่ดีต่อคนอื่น
มีส่วนร่วม (Participation) คือ การมีส่วนร่วมในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม การอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน เกื้อกูล เป็นธรรมชาติ
ทำตัวเป็นประโยชน์ (Useful) คือ เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ต่อสาธารณะ ต่อสังคม ไม่นิ่งดูดาย อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะแม้เพียงเล็กน้อยก็จะทำ
ไม่เห็นแก่ตัว (Unselfish) คือ การฝึกเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน แบ่งปันของเล่น ของใช้ให้เพื่อน รู้จักให้ทาน
มีความเข้าใจ (Understand) คือ เข้าใจผู้อื่น (Empathy) ไม่ทับถมผู้อื่น ไม่ซ้ำเติมผู้อื่น
มีใจกว้าง (Broad Mind) คือ มีจิตที่กว้างใหญ่ เปิดกว้าง ไม่คับแคบ รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น รับฟังข้อมูล แสวง หาความรู้ใหม่อยู่เสมอ
มีความรัก (Love) คือ รักเพื่อน รักผู้อื่น เมตตาต่อสัตว์ และพืช
มีการสื่อสารที่ดี (Communication) คือ มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น เล่น และทำงานร่วมกับผู้อื่นได้

เรียนรู้กลยุทธ์การช่วยเหลือผู้อื่น

กลยุทธ์การช่วยเหลือ (Rescue) จะเกิดขึ้นโดยทันทีหลังการเกิดภัยพิบัติและทอดระยะเวลาไปได้หลายวัน ขึ้นอยู่กับขนาดของภัยพิบัติที่เกิดขึ้น จุดมุ่งเน้นอยู่ที่การช่วยเหลือคนเจ็บ ผู้ที่ติดค้าง หรือที่ถูกลอยแพ รวมทั้งการระบุตำแหน่งของผู้เสียชีวิต การปรับสภาพของจุดประสบเหตุให้มีความปลอดภัยต่อการเข้าช่วยเหลือ การเข้าสำรวจจุดหรือตำแหน่งของพนักงานที่ต้องการความช่วยเหลือ การเตรียมปัจจัยพื้นฐานที่ต้องการเร่งด่วน อาทิ น้ำดื่ม อาหาร เวชภัณฑ์ ที่พักพิง ฯลฯ รวมถึงการติดต่อกับครอบครัว การแจ้งข่าวแก่ญาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การดำเนินผ่านกระบวนงานองค์กร

ความปลอดภัยของบุคลากร
การทราบตำแหน่งที่อยู่ของบุคลากรเป็นสิ่งที่จำเป็น โดยเฉพาะกับบุคลากรที่อยู่ในพื้นที่ประสบภัย หรืออยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับพื้นที่ประสบภัย ที่องค์กรต้องตัดสินใจดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดในการเคลื่อนย้ายหรืออพยพ การรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบต่อบุคลากรจะเป็นประโยชน์ต่อการให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสม

การมีส่วนร่วมของพนักงาน

พนักงานจะเป็นบุคลากรที่สามารถเข้าร่วมในปฏิบัติการช่วยเหลือ โดยการสนับสนุนขององค์กร ตั้งแต่การให้เงินช่วยเหลือสมทบ การเชื่อมโยงทางเว็บไซต์ไปยังหน่วยกู้ภัยเพื่อร่วมบริจาค การให้วันหยุดพนักงานเพื่อจัดกิจกรรมระดมทุน หรือการเปิดระบบบริจาคโดยการหักบัญชีเงินเดือนพนักงาน

ลูกค้าและผู้ส่งมอบ
เปิดโอกาสให้ลูกค้าและผู้ส่งมอบ สนับสนุนด้วยการระดมเงินช่วยเหลือ ผ่านทางการใช้แต้มสะสม หรือการบริจาคในอัตราร้อยละของค่าสินค้าที่จำหน่าย หรือกิจกรรมระดมทุนร่วมระหว่างองค์กร

การประเมินผลกระทบภายในองค์กร
การสื่อสารในองค์กรกับบุคลากร และกับหน่วยประกอบการที่ได้รับผลกระทบ จะช่วยให้องค์กรสามารถประเมินผลกระทบความเสียหาย และความจำเป็นในการช่วยเหลือให้แก่ทีมช่วยเหลือ ข้อมูลที่สำคัญอย่างเช่น พื้นที่ และจำนวนบุคลากรที่ได้รับผลกระทบ จะเป็นประโยชน์ต่อทีมเผชิญเหตุภัยพิบัติในพื้นที่ โดยเฉพาะในกรณีที่มีการดำเนินความช่วยเหลือร่วมกับบริษัทอื่น สามารถล่วงรู้ข้อมูลที่จำเป็นในภาคสนาม เช่น ระดับการเข้าถึงของหน่วยกู้ภัยและหน่วยปฏิบัติการอื่นๆ ในพื้นที่

การช่วยฟื้นคืนชีพผู้ประสบอุบัติเหตุในสถานการณ์ต่างๆ

สำหรับการช่วยฟื้นคืนชีพผู้ประสบอุบัติเหตุในสถานการณ์ต่างๆ ที่จะนำเสนอในบทเรียนนี้ ได้แก่ การช่วยฟื้นคืนชีพผู้ประสบอุบัติเหตุในกรณีการจมน้ำ การสำลักควันไฟการถูกไฟฟ้าดูด ภาวะจากอาการหัวใจวาย และภาวะจากทางเดินหายใจอุดตัน ซึ่งสามารถปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพได้ดังวิธีการต่อไปนี้

1. การช่วยฟื้นคืนชีพผู้ประสบอุบัติเหตุจากการจมน้ำ
สาเหตุ การจมน้ำเป็นภาวะที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงมากถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที อาจเกิดจากการพลัดตกน้ำ การว่างน้ำไม่เป็นซึ่งพบบ่อยในเด็กเล็ก คนที่จมน้ำมักจะเสียชีวิตจากการสำลักน้ำและขาดอาการหายใจ หรือเจ็บป่วยจากภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ ปอดบวมน้ำ
อาการ ผู้ประสบอุบัติเหตุจากการจมน้ำเป็นเวลานานจะซีดหรือหมดสติ เนื่องจากขาดอากาศหายใจ และอาจคลำชีพจรไม่ได้เพราะหัวใจหยุดเต้นร่วมด้วย
การช่วยฟื้นคืนชีพ
1) ประเมินสถานการณ์โดยเลือกวิธีช่วยเหลือที่ปลอดภัยที่สุด ทั้งต่อตัวผู้ช่วยเหลือเองและผู้ประสบอุบัติเหตุ และถ้าไม่จำเป็นอย่างลงไปช่วยในน้ำ เพราะผู้ประสบอุบัติเหตุที่อยู่ในภาวะตกใจและต้องการมีชีวิตรอดจะจับหรือกอดรัดผู้ช่วยเหลือจนไม่สามารถว่ายน้ำได้ ซึ่งจะเป็นสาเหตุให้จมน้ำทั้งคู่ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ช่วยเหลือพึงระวัง ทางที่ดีควรหาวัสดุให้ผู้ประสบอุบัติเหตุยึดเกาะเช่น ห่วงยาง เชือก หรือไม้ จะปลอดภัยมากกว่า ซึ่งสามารถกระทำได้ในกรณีเกิดเหตุการณ์จมน้ำใกล้ฝั่ง
2) ถ้าไม่มีทางเลือกเนื่องจากผู้ประสบอุบัติเหตุจมน้ำอยู่ไกลฝั่งมาก และต้องว่ายน้ำเข้าไปช่วยเหลือต้องปฏิบัติอย่างมีสติรอบคอบ ซึ่งควรสำรวจตัวเองว่ามีความพร้อมเช่น ว่ายน้ำเป็น ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง และต้องช่วยเหลืออย่างถูกต้อง โดยให้ว่ายน้ำเข้าไปทางด้านหลังผู้ประสบอุบัติเหตุ ใช้มือข้างหนึ่งของผู้ช่วยเหลือจัดล็อกบริเวณไหล่และหน้าอกของผู้ประสบอุบัติเหตุไว้ จากนั้นใช้มืออีกข้างหนึ่งช่วยว่ายน้ำค่อยๆ พยุงเข้าหาฝั่ง ซึ่งมีส่งที่พึงกระทำเพิ่มเติมคือ ระวังไม่ให้จมูกและปากของผู้ประสบอุบัติเหตุอยู่ใต้น้ำเพื่อช่วยป้องกันการสำลักน้ำเข้าไปอีก
3) หลังจากนำผู้ประสบอุบัติเหตุขึ้นมาจากน้ำได้แล้วให้รีบตรวจสอบการหายใจและคลำชีพจรทันที ถ้าไม่หายใจให้ช่วยหายใจด้วยวิธีการเป่าปาก หรือถ้าหัวใจหยุดเต้นให้ปฏิบัติการนวดหัวใจตามวิธีที่ได้ศึกษามาแล้ว
4) ถ้าต้องการเอาน้ำออกจากปอดและกระเพาะอาหารของผู้ประสบอุบัติเหตุให้จัดท่าผู้ประสบอุบัติเหตุนอนคว่ำ ศีรษะตะแคงไปด้านใดด้านหนึ่งเพื่อให้หายใจได้สะดวก จากนั้นใช้มือทั้ง 2 ข้างของผู้ช่วยเหลือสอดเข้าใต้ชายโครงของผู้ประสบอุบัติเหตุ ออกแรงยกขึ้นลงประมาณจะช่วยให้น้ำที่คั่งอยู่ในปอดและกระเพาะอาหารไหลออกมาทางปากได้บ้าง
5) ใช้ผ้าหรือเสื้อหนาๆ คลุมร่างกายผู้ประสบอุบัติเหตุ เพื่อช่วยสร้างความอบอุ่นแก่ร่างกาย แล้วรีบนำส่งสถานพยาบาลทันทีในทุกกรณี

2. การช่วยฟื้นฟูผู้ประสบอุบัติเหตุจากการสำลักควันไฟ
สาเหตุ การสำลักควันไฟสามารถเกิดขึ้นได้จากกรณีเพลิงไหม้ และติดอยู่ในสถานที่เกิดเพลิงไหม้นั้น ซึ่งสูดควันเข้าทั้งทางจมูกและปากจึงทำให้ได้รับควันจำนวนมากเข้าสู่ปอด
อาการ อาการสำคัญเมื่อสูดควันเข้าสู่ปอดเป็นจำนวนมาก คือสำลัก ไอ และหายใจไม่ออก ทำให้ร่ายกาขาดก๊าซออกซิเจนส่งผลให้เป็นลมหมดสติ หรือเสียชีวิตได้ ซึ่งพบว่า คนที่ติดอยู่ในบ้านหรือสถานที่เกิดเพลิงไหม้จะเสียชีวิตก่อนถูกไฟคลอก เนื่องจากขาดก๊อซออกซิเจนเพราะสูดควันเข้าไปมากกว่าปกติ ยิ่งถ้าเกิดเหตุเพลิงไหม้ในโรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตวัสดุจำพวกสารพิษ สารเคมี และพลาสติก เมื่อสารเหล่านี้ถูกเผาไหม้จะเกิดไอระเหยของสารพิษปนมากับควันไฟ โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนมอนอกไซต์ ซึ่งรวมตัวกับเฮโมโกลบินได้ดีกว่าก๊าซออกซิเจนจึงทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนอย่างรวดเร็ว ถ้าสูดดมเข้าไปก็จะก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบทางเดินทางเดินหายใจได้รุนแรง
การช่วยฟื้นคืนชีพ
1) รีบให้การช่วยเหลือโดยพาผู้ประสบอุบัติเหตุออกจากกลุ่มควันนั้นโดยเร็ว ซึ่งต้องคำนึงถึงความปลอดภัยต่อตนเองด้วย จึงควรหาวัสดุห้องกันอันตรายก่อน เช่น เสื้อกันไฟ ถุงมือกันไฟ ผ้าหรือหน้ากากป้องกันควัน เป็นต้น
2) หลังจากช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุออกมาจากควันไฟได้แล้ว ให้ตรวจสอบการหายใจ ถ้าไม่หายใจให้ปฏิบัติการช่วยหายใจเพื่อเพิ่มก๊าซออกซิเจนในปอด และคลำชีพจรบริเวณคอ ถ้าคลำชีพจรไม่พบ แสดงว่าหัวใจหยุดเต้นให้ปฏิบัติการนวดหัวใจทันที
3) ให้การรักษาอาการบาดเจ็บอื่นๆ ที่สามารถทำได้โดยปลอดภัย เช่นมีบาดแผลเลือดออกควรห้ามเลือด หรือกรณีอื่นๆ ตามความเหมาะสม
4) รีบนำผู้ประสบอุบัติเหตุส่งสถานพยาบาล เพื่อให้แพทย์ดูแลรักษาโดยเร็ว

การพัฒนาศักยภาพช่วยเหลือของกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางสังคม

สภาพโดยทั่วไปของการทำงานกับกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางสังคมในปัจจุบันยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องมนุษยนิยม เช่น ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเป็นธรรม ความเสมอภาค การไม่เลือกปฏิบัติ ฯลฯ ซึ่งการทำงานในลักษณะดังกล่าวนี้มักจะเป็นไปในลักษณะรูปแบบของการจัดบริการเชิงสงเคราะห์ ซึ่งการให้บริการทางสังคมในลักษณะดังกล่าวนั้นมักประสบกับปัญหาการที่หน่วยงานของภาครัฐไม่สามารถให้บริการได้อย่างครอบคลุม ทั่วถึง และเพียงพอกับกลุ่มผู้ด้อยโอกาสในทุกกลุ่มเป้าหมาย เนื่องจากเงื่อนไขและข้อจำกัดบางประการที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการที่รัฐจัดสรรให้ผู้ด้อยโอกาส เช่น การไม่สามารถเข้าร่วมในระบบประกันสังคมของกลุ่มผู้ด้อยโอกาสในภาคชนบท เนื่องจากเป็นแรงงานนอกระบบและไม่มีรายได้ที่แน่นอน หรือการติดเงื่อนไขในการขอรับการสนับสนุนจากกองทุนต่าง ๆ ที่มักจะมีเงื่อนไขที่เป็นข้อจำกัดของกลุ่มยากจนที่สุดในชุมชน เช่น ต้องมีข้าราชการค้ำประกัน ต้องมีที่ดินเป็นของตัวเอง

จากเงื่อนไขข้อจำกัดดังกล่าวทำให้ ในอนาคต ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับปรัชญาเรื่องความมั่นคงของมนุษย์มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาศักยภาพและการเสริมพลังของกลุ่มคนเหล่านี้ให้สามารถยืนอยู่ได้ด้วยตนเอง ควบคู่ไปกับการเร่งพัฒนาและปรับปรุงเงื่อนไขต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขอรับบริการทางสังคมและบริการอื่น ๆ ที่ทางภาครัฐเป็นผู้จัด ให้มีความยืดหยุ่นและเอื้อต่อกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางสังคมเหล่านี้มากขึ้น รวมทั้งการเพิ่มพื้นที่ทางสังคมให้กับภาคประชาสังคมและภาคเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาศักยภาพของกลุ่มคนเหล่านี้ ทั้งทางด้านการศึกษา ด้านจิตใจ สภาพความเป็นอยู่ ด้านอาชีพ ทั้งนี้ โดยมีเป้าหมายปลายทางร่วมกัน คือ การพัฒนาศักยภาพของกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางสังคมให้สามารถเข้าถึงสิทธิที่พึงมีพึงได้ต่าง ๆ ด้วยตนเอง

การนำแนวคิดการประกอบการเพื่อสังคมมาใช้ในการแก้ไขปัญหาของกลุ่มผู้ประสบปัญหา (ด้อยโอกาส) ทางสังคมที่ประสบความสำเร็จ ทั้งในมิติของการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจและมิติของการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ก็คือ โครงการพัฒนาดอยตุง ซึ่งปัจจุบันโครงการดังกล่าวได้สร้างงานและสร้างรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่นอย่างมากมายมหาศาล ดังจะเห็นได้จากผลสำเร็จของการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจในช่วงที่ผ่านมาทำให้โครงการพัฒนาดอยตุงสามารถเลี้ยงตัวเองได้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 เช่นเดียวกับที่ได้ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่นให้ดีขึ้น ทั้งทางด้านรายได้ การศึกษา การได้รับสัญชาติ การพัฒนาและถ่ายโอนทักษะการประกอบต่าง ๆ ให้กับชุมชน

การทำงานอาสามีบทบาทสำคัญในการสร้างผลทางเศรษฐกิจในพื้นที่ที่ความยากจนแพร่หลายชุมชนคนยากจน

47

อาสาสมัครว่าคือคนที่ทำงานโดยไม่หวังอะไร คนที่ทำงานโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน ผู้เข้าร่วมในการทำอะไรสักอย่างที่เขาไม่ได้ถูกผูกมัดให้ทำตามกฎหมาย ในอีกแง่มุมหนึ่ง อาสาสมัครคือคนที่เสนอตัวทำสิ่งที่เป็นการกุศลหรืองานช่วยเหลือผู้อื่นโดย ไม่คาดหวังที่จะได้รับรางวัลใดๆไม่ว่าจะเป็นการจ่ายเงินหรือการชดเชยต่อการ บริการที่เขาช่วยทำไป เพราะการกระทำนั้นทำด้วยความตั้งใจที่เป็นอิสระของตน ไม่มีข้อผูกมัดทางกฎหมายหรือการกดดันบีบบังคับใดๆ ให้ต้องทำการทำงานอาสาเป็นการเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างแข็งขันเอาจริงเอาจัง การทำงานอาสาเกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันหรือการให้เวลา พลัง หรือความสามารถ ไม่ใช่การให้ทรัพยากรที่เป็นตัวเงินหรือวัตถุออกไปในฐานะแหล่งทุนหรือผู้ อุปถัมภ์ การทำงานอาสาไม่มีการบังคับ แต่ละคนให้เวลา พลัง และความสามารถแบบให้เปล่า ไม่ว่าจะมีแรงดลใจมาจากอะไรก็ตาม

การทำงานอาสามิได้รับแรงดลใจ มาจากผลตอบแทนทางการเงิน แม้ว่าหลายองค์กรจะจ่ายคืนให้อาสาสมัครสำหรับค่าใช้จ่ายส่วนตัวและค่าวัสดุ ที่เกิดขึ้นในระหว่างที่พวกเขามาช่วย การชดเชยในรูปตัวเงินเหล่านี้เรียกกันว่าการจ่ายเงินคืน ค่าครองชีพหรือค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพ แต่มิใช่เงินเดือน เป็นส่วนที่มาเสริมและมิใช่แรงดลใจหรือตัวกระตุ้นหลักของการทำงานอาสาการทำงานอาสาเน้นไปที่สิ่งดีงามร่วมกัน ถึงแม้ว่าเหตุผลของการมาทำงานอาสาอาจจะเป็นเรื่องเฉพาะของแต่ละคนและบางที อาจจะเป็นแม้กระทั่งเป็นการทำเพื่อรับใช้ตนเอง แต่จุดเน้นของผลที่ออกมาของการทำงานอาสานั้นพ้นจากตัวตนสู่สิ่งดีงามร่วมกัน ที่ใหญ่กว่าในปี 1999 หน่วยงานอาสาสมัครแห่งองค์การสหประชาชาติ แจกแจงลักษณะสามประการที่บ่งบอกว่าสิ่งที่ทำไปเป็นการทำงานอาสา นั่นคือ เลือกทำด้วยตนเอง ไม่มีผลตอบแทนเป็นตัวเงินและเพื่อประโยชน์ของชุมชน ในลักษณะนี้การทำงานอาสามีบทบาทสำคัญในการสร้างผลทางเศรษฐกิจ ในพื้นที่ที่ความยากจนแพร่หลายชุมชนคนยากจนมักจะขาดเพื่อนและเพื่อนบ้านสามารถช่วยเหลือได้  การช่วยเหลือซึ่งกันและกันด้วยการสมัครใจอาสานี้ประกอบเป็นเครือข่ายนิรภัย ทางสังคม แบบอย่างนี้ใช้ได้ดีในรัฐที่มีความสมานฉันท์ของชาติในยามยากลำบาก โดยกลุ่มที่มีฐานะดีกว่ามักจะเสียสละเพื่อประโยชน์ของคนที่ต้องการความช่วย เหลือ

 

การรักษาเรือหรือสินค้าให้พ้นจากความสูญหายหรือเสียหายอันมีที่มาจากภัยทางทะเล

Chicago Train Derailment

คำว่า Salvage นั้นถ้าหากพิจารณาตามคำนิยามของนักวิชาการต่างประเทศที่ได้ให้คำจำกัดความไว้ก็จะพบว่า โดยส่วนมากคำว่า “Salvage” มักจะได้รับการตีความในลักษณะที่จำกัดโดยมีความหมายที่ครอบคลุมถึงเฉพาะการช่วยเหลือทรัพย์สินเท่านั้น เช่น ในคำอธิบายของ Alan E. Branch ซึ่งได้กล่าวไว้ว่าการช่วยเหลือกู้ภัยเป็นกระบวนการนำกลับมา การรักษาเรือหรือสินค้า ให้พ้นจากความสูญหายหรือเสียหายอันมีที่มาจากภัยทางทะเล และรวมถึงเงินรางวัลที่ได้จ่ายให้แก่ผู้เข้าช่วยเหลือกู้ภัยเพื่อเป็นการตอบแทนการให้บริการในการรักษาทรัพย์สินดังกล่าวไว้หรือในตำรากฎหมายฝรั่งเศสก็มีนักวิชาการบางท่าน เช่น Tantin G. ที่ได้ให้ความหมายแห่งการช่วยเหลือกู้ภัยไว้ว่าเป็นการที่เรือลำหนึ่งได้ให้การช่วยเหลือแก่เรืออีกลำหนึ่งซึ่งตกอยู่ในอันตราย โดยการช่วยเหลือเช่นว่านี้อาจจะอยู่ในรูปของการลากจูงเรือที่รับการช่วยเหลือ การช่วยทำให้เรือดังกล่าวมีน้ำหนักเบาลงเพื่อให้เรือนั้นสามารถลอยขึ้นได้ หรือการช่วยเหลือในการดับไฟบนเรือ

คำอธิบายหรือการให้คำจำกัดความของนักวิชาการดังที่กล่าวถึงข้างต้นนี้มีความสอดคล้องกันกับสารานุกรมบางเล่ม เช่น Encyclopedia Britannica Inc. ที่ได้ให้คำอธิบายเกี่ยวกับ Salvage ในมุมของกฎหมายพาณิชยนาวีว่า เป็นการให้ความช่วยเหลือแก่เรือหรือสินค้าในเรือที่กระทำขึ้นในบริเวณน่านน้ำที่สามารถเดินเรือได้ ให้รอดพ้นจากภยันตรายที่อาจยังไปสู่ความสูญหายหรือการถูกทำลายแห่งทรัพย์สิน ได้นอกจากนี้ ตามแหล่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ของ Cornell University Law Schoolยังได้มีการอธิบายถึงวิธีการหรือลักษณะแห่งการช่วยเหลือกู้ภัยไว้ในลักษณะที่น่าสนใจ โดยได้อ้างถึงคำพิพากษาแห่งคดี Reynolds Leasing Corp. v. The Tug Patrice McAllister ว่าผู้ช่วยเหลือกู้ภัยนั้นไม่ได้จำเป็นว่าจะต้องเป็นการให้ความช่วยเหลือในทางกายภาพแก่เรือหรือสินค้าเสมอไป แต่องค์ประกอบที่ผู้ช่วยเหลือกู้ภัยจะต้องมีอยู่ก็คือเจตนาและความสามารถในการให้การช่วยเหลือกู้ภัยเพราะฉะนั้น ลำพังเพียงการตัดสินใจของนายเรือที่ได้นำเรือของตนไปลอยลำอยู่ใกล้ ๆ ในเวลาที่เรือซึ่งอยู่ในภัยพิบัติกำลังต้องการความช่วยเหลือก็ถือเป็นการเพียงพอแล้วที่จะก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องในเงินค่าตอบแทนการช่วยเหลือกู้ภัย

การช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บนั้นมีความสำคัญมากของอาสาสมัครกู้ภัย

7

อาสาสมัครกู้ภัย คือ คำที่ใช้เรียกกลุ่มคนผู้มีความเสียสละทั้งทางกายและทางใจ เพื่ออุทิศให้แก่สังคมและเพื่อนร่วมโลก ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือโดยไม่คำนึงถึงชนชั้น วรรณะ เชื้อชาติ หรือศาสนา และเป็นผู้ซึ่งยอมเสียสละเวลาส่วนตัว เพื่อช่วยเหลือสังคมโดยที่ไม่หวังผลตอบแทนใดๆ อาสาสมัครกู้ภัยมีหลายประเภท มาจากหลายสายงาน กระจายอยู่ทั่วทุกสารทิศ ไม่ว่าจะเป็นอาสาสมัครกู้ภัยของมูลนิธิต่างๆรวมถึงหน่วยงานทางราชการ แต่ทุกคนมีจุดประสงค์เดียวกัน คือต้องการช่วยเหลือผู้ซึ่งกำลังประสบกับปัญหาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ให้พ้นจากวิกฤตินั้นๆไปได้ด้วยดีหน้าที่ของผู้ที่เป็น อาสาสมัครกู้ภัยถึงแม้ว่าการเป็นอาสาสมัครกู้ภัยนั้นจะเกิดจากความสมัครใจของผู้ที่ทำก็ตาม แต่ทุกคนก็ยังคงต้องประพฤติปฏิบัติตนให้อยู่ในกฎเกณฑ์ ระเบียบ ข้อบังคับของหน่วยงานนั้นๆอย่างเคร่งครัดด้วย ไม่ใช่ว่าเป็นอาสาสมัครกู้ภัยแล้วจะทำอะไรได้ตามอำเภอใจ ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างระเบียบวินัยให้แก่อาสาสมัครกู้ภัยทุกๆคน หน้าที่ของอาสาสมัครกู้ภัยมีหลายอย่างเช่น การออกตระเวนช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุในกรณีต่างๆ การเดินทางไปตามต่างจังหวัด ชนบท หรือถิ่นทุรกันดาร เพื่อนำข้าวของเครื่องใช้ และสิ่งของที่จำเป็นไปแจกจ่ายให้แก่ประชาชนทั้งนี้รวมถึงผู้ที่ประสบภัยทางธรรมชาติ ซึ่งการปลอบโยนผู้ที่เสียขวัญจากสิ่งที่ได้พบเจอก็นับเป็นหน้าที่หนึ่งด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ก็ยังมีหน้าที่ ที่สำคัญอีกหลายอย่างที่ต้องอาศัยความรู้ความสามารถรวมถึงการขวนขวายหาความรู้ของอาส าสมัครกู้ภัยเองด้วย สิ่งนั้นก็คือการช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บ รวมถึงการกู้ภัยในรูปแบบต่างๆ

การช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บนั้นมีความสำคัญมาก เพราะในความสำเร็จหรือในความผิดพลาดจากการตัดสินใจในการกระทำนั้นหมายถึง “ชีวิต” ดังนั้นความรู้ความเข้าใจบวกกับความสามารถและความกล้าที่จะช่วยเหลือผู้บาดเจ็บในยาม คับขันจึงมีความสำคัญมาก ทั้งนี้อาสาสมัครกู้ภัยจำเป็นที่จะต้องมีความรู้ทางการแพทย์ไม่มากก็น้อย เพื่อที่จะสามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนทางด้านการกู้ภัยนั้นไม่ใช่ว่ารู้วิธีแล้วจะทำได้ทันที ทุกอย่างต้องอาศัยการฝึกฝนจนชำนาญ ดังนั้นอาสาสมัครกู้ภัยที่สนใจในการกู้ภัยจึงจำเป็นที่จะต้องขวนขวายหาความรู้จากที่ ต่างๆเพื่อพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ทั้งนี้เพื่อนำไปใช้ได้อย่างถูกวิธี การกู้ภัยแยกออกมาได้หลายชนิด เช่น การดับเพลิง, การโรยตัวจากที่สูงเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่อยู่ด้านล่างซึ่งยากที่จะเข้าถึง, การกู้ภัยในอาคาร, การตัด-ถ่างเพื่อนำผู้บาดเจ็บหรือผู้เสียชีวิตออกมาจากรถยนต์ซึ่งประสบอุบัติเหตุ ฯลฯ แล้วแต่ว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบไหนขึ้นเมื่อไหร่ ดังนั้นอาสาสมัครกู้ภัยจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นอยู่เสมอ คือเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นอาสาสมัครกู้ภัยจะต้องพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ แต่อย่างไรก็ตามทั้งการช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บและการกู้ภัยก็จำเป็นที่จะต้องมีผู้รู้เฉพาะทางร่วมช่วยเหลือด้วยเช่นกันเพื่อความไม่ประมาทและกันการผิดพลาด นอกจากนี้ก็ยังมีการช่วยเหลือประชาชนด้วยวิธีการอื่นๆตามแต่ปัญหาอีกด้วย เช่นการจับงูที่เข้าไปอยู่ในที่พักอาศัยเพื่อความปลอดภัยของผู้คนซึ่งก็ต้องอาศัยความรู้อีกเช่นกัน

บทบาทหน้าที่ของหน่วยกู้ภัยในการช่วยเหลือผู้อื่น

หน้าที่ของอาสาสมัครกู้ภัยมีหลายอย่างเช่น การออกตระเวนช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุในกรณีต่างๆ การเดินทางไปตามต่างจังหวัด ชนบท หรือถิ่นทุรกันดาร เพื่อนำข้าวของเครื่องใช้ และสิ่งของที่จำเป็นไปแจกจ่ายให้แก่ประชาชนทั้งนี้รวมถึงผู้ที่ประสบภัยทางธรรมชาติ ซึ่งการปลอบโยนผู้ที่เสียขวัญจากสิ่งที่ได้พบเจอก็นับเป็นหน้าที่หนึ่งด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ก็ยังมีหน้าที่ ที่สำคัญอีกหลายอย่างที่ต้องอาศัยความรู้ความสามารถรวมถึงการขวนขวายหาความรู้ของอาส าสมัครกู้ภัยเองด้วย สิ่งนั้นก็คือการช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บ รวมถึงการกู้ภัยในรูปแบบต่างๆ

การช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บนั้นมีความสำคัญมาก เพราะในความสำเร็จหรือในความผิดพลาดจากการตัดสินใจในการกระทำนั้น หมายถึง “ชีวิต” ดังนั้นความรู้ความเข้าใจบวกกับความสามารถและความกล้าที่จะช่วยเหลือผู้บาดเจ็บในยาม คับขันจึงมีความสำคัญมาก ทั้งนี้อาสาสมัครกู้ภัยจำเป็นที่จะต้องมีความรู้ทางการแพทย์ไม่มากก็น้อย เพื่อที่จะสามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนทางด้านการกู้ภัยนั้นไม่ใช่ว่ารู้วิธีแล้วจะทำได้ทันที ทุกอย่างต้องอาศัยการฝึกฝนจนชำนาญ ดังนั้นอาสาสมัครกู้ภัยที่สนใจในการกู้ภัยจึงจำเป็นที่จะต้องขวนขวายหาความรู้จากที่ ต่างๆเพื่อพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ทั้งนี้เพื่อนำไปใช้ได้อย่างถูกวิธี การกู้ภัยแยกออกมาได้หลายชนิด เช่น การดับเพลิง, การโรยตัวจากที่สูงเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่อยู่ด้านล่างซึ่งยากที่จะเข้าถึง, การกู้ภัยในอาคาร, การตัด-ถ่างเพื่อนำผู้บาดเจ็บหรือผู้เสียชีวิตออกมาจากรถยนต์ซึ่งประสบอุบัติเหตุ ฯลฯ แล้วแต่ว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบไหนขึ้นเมื่อไหร่ ดังนั้นอาสาสมัครกู้ภัยจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นอยู่เสมอ คือเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นอาสาสมัครกู้ภัยจะต้องพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ แต่อย่างไรก็ตามทั้งการช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บและการกู้ภัยก็จำเป็นที่จะต้องมีผู ้รู้เฉพาะทางร่วมช่วยเหลือด้วยเช่นกันเพื่อความไม่ประมาทและกันการผิดพลาด นอกจากนี้ก็ยังมีการช่วยเหลือประชาชนด้วยวิธีการอื่นๆตามแต่ปัญหาอีกด้วย เช่นการจับงูที่เข้าไปอยู่ในที่พักอาศัยเพื่อความปลอดภัยของผู้คนซึ่งก็ต้องอาศัยควา มรู้อีกเช่นกัน

ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าอาสาสมัครกู้ภัยคือผู้ที่มีความเสียสละ ปฏิบัติตนต่อผู้อื่นเสมือนเป็นญาติของตน เป็นผู้ซึ่งพัฒนาความรู้ความสามารถของตนเองอยู่เสมอ และให้ความช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลกด้วยความเสมอภาค โดยไม่ต้องการสิ่งตอบแทนใดๆ จึงถือได้ว่าอาสาสมัครกู้ภัยเป็นกำลังสำคัญของสังคมในปัจจุบันไปเสียแล้ว

หน่วยกู้ภัยส่วนใหญ่เกิดจากคนในชุมชนเพื่อช่วยเหลือคนในชุมชน

หน่วยกู้ภัยส่วนใหญ่เกิดมาจากคนในชุมชนมารวมตัวกันก่อตั้งขึ้นค่ะ บางกลุ่มก็มาจากสมาชิกเล่นวิทยุความถี่ บางกลุ่มก็มาจาก อปพร. ค่ะ ซึ่งมีใจรักและเสียสละเพื่อส่วนรวม จึงมีความผูกพันกับชุมชนและรักที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ใกล้ชิดกับชุมชนของตัวเองได้ง่าย และได้รับความไว้วางใจและเชื่อถือจากชุมชน มีการจัดตั้งกระจายออกไปทั่วประเทศ เห็นได้จากมีหลากหลายหน่วยมาก ซึ่งระบบราชการก็ไม่มีงบประมาณพอเพียงที่จะทำได้ค่ะ แต่ก็มีการร่วมมือกันระหว่างหน่วยราชการกับศูนย์กู้ภัย จะเห็นได้ว่าบางสน.ก็ได้ร่วมมือกันกับศูนย์กู้ชีพจัดตั้งหน่วยกู้ชีพพลเรือนขึ้น เช่นศูนย์ร่มฟ้าเป็นต้นค่ะการเข้ามาเป็นกู้ภัยนั้นส่วนใหญ่จะมาจากการเป็น อปพร.ซึ่งย่อมาจาก อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่านพลเรือน ซึ่งทางอำเภอตำบล จังหวัด จะเป็นผู้เปิดให้เข้ารับการฝึก ประมาณ 5 วันตามหลักสูตร ซึ่งเมื่ออบรมเสร็จก็เปรียบเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐค่ะ แต่ไม่มีเงินเดือนซึ่ง อปพร.จะมี พรบ.คุ้มครองค่ะ แต่ก็มีหน่วยงานที่รับเข้ามาแล้วทำการฝึกเองนั้นคนละเรื่องกันค่ะ

การที่จะเป็นกู้ภัยที่ดีต้องปฎิบัติดังนี้ ห้ามดื่มของมืนเมาในขณะปฏิบัติหน้าที่ ห้ามหยิบฉวยของมีค่าของผู้ประสบภัยไม่ว่ากรณีใดๆทั้งสิ้นถ้าต้องการเก็บรักษาให้ทำการเก็บใส่ถุงใส่แล้วนำฝากพยาบาลเวรที่รับผู้ป่วยแล้วจดชื่อพยาบาลผู้เก็บรักษาแล้วแจ้งศูนย์ห้ามกระทำการใดๆอันส่อพฤติกรรมล้วงเกินทางเพศ ทั้งตลอดผู้ป่วยมีสติและไม่มีสติยกเว้นการทำCPRกับผู้ป่วยที่ต้องการนวดหัวใจผายปอด ไม่ใช้อารมณ์ในการปฏิบัติหน้าที่ปฏิบัติผู้ประสบภัยดุจญาติของตัวเอง พึงเห็นกู้ภัยหน่วยอื่นเป็นผู้ร่วมงาน อย่างเป็นมิตรไม่หวังสิ่งตอบแทนจากญาติผู้ป่วยทุกกรณี ใช้วาจาอย่างสุภาพในการปฏิบัติหน้าที่รักษาจรรยาบรรณของการเป็นกู้ภัยและกฏระเบียบอย่างเคร่งครัด สำหรับที่กล่าวมาเป็นข้อปฏิบัติหลักๆแต่จริงๆต้องใช้จิตวิญญาณของตัวเองในการตัดสินใจและรักษากฏด้วยใจจริงค่ะ รถมูลนิธิเป็นรถฉุกเฉินที่ถูกต้องตามกฏหมายหรือไม่? แล้วรถฉุกเฉินมีระเบียบปฏิบัติอย่างไรเมื่อมีพรบ.คุ้มครอง รถของหน่วยงานที่ถูกต้องย่อมถูกกฏหมายแน่นอนค่ะ เพราะต้องมีการขอได้รับอนุญาตจากอธิบดีให้ใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบ หรือให้ใช้สัญญาณไซเรน หรือเสียงสัญญาณอย่างอื่น ตามที่จะกำหนดค่ะ