หน่วยกู้ภัยส่วนใหญ่เกิดจากคนในชุมชนเพื่อช่วยเหลือคนในชุมชน

หน่วยกู้ภัยส่วนใหญ่เกิดมาจากคนในชุมชนมารวมตัวกันก่อตั้งขึ้นค่ะ บางกลุ่มก็มาจากสมาชิกเล่นวิทยุความถี่ บางกลุ่มก็มาจาก อปพร. ค่ะ ซึ่งมีใจรักและเสียสละเพื่อส่วนรวม จึงมีความผูกพันกับชุมชนและรักที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ใกล้ชิดกับชุมชนของตัวเองได้ง่าย และได้รับความไว้วางใจและเชื่อถือจากชุมชน มีการจัดตั้งกระจายออกไปทั่วประเทศ เห็นได้จากมีหลากหลายหน่วยมาก ซึ่งระบบราชการก็ไม่มีงบประมาณพอเพียงที่จะทำได้ค่ะ แต่ก็มีการร่วมมือกันระหว่างหน่วยราชการกับศูนย์กู้ภัย จะเห็นได้ว่าบางสน.ก็ได้ร่วมมือกันกับศูนย์กู้ชีพจัดตั้งหน่วยกู้ชีพพลเรือนขึ้น เช่นศูนย์ร่มฟ้าเป็นต้นค่ะการเข้ามาเป็นกู้ภัยนั้นส่วนใหญ่จะมาจากการเป็น อปพร.ซึ่งย่อมาจาก อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่านพลเรือน ซึ่งทางอำเภอตำบล จังหวัด จะเป็นผู้เปิดให้เข้ารับการฝึก ประมาณ 5 วันตามหลักสูตร ซึ่งเมื่ออบรมเสร็จก็เปรียบเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐค่ะ แต่ไม่มีเงินเดือนซึ่ง อปพร.จะมี พรบ.คุ้มครองค่ะ แต่ก็มีหน่วยงานที่รับเข้ามาแล้วทำการฝึกเองนั้นคนละเรื่องกันค่ะ

การที่จะเป็นกู้ภัยที่ดีต้องปฎิบัติดังนี้ ห้ามดื่มของมืนเมาในขณะปฏิบัติหน้าที่ ห้ามหยิบฉวยของมีค่าของผู้ประสบภัยไม่ว่ากรณีใดๆทั้งสิ้นถ้าต้องการเก็บรักษาให้ทำการเก็บใส่ถุงใส่แล้วนำฝากพยาบาลเวรที่รับผู้ป่วยแล้วจดชื่อพยาบาลผู้เก็บรักษาแล้วแจ้งศูนย์ห้ามกระทำการใดๆอันส่อพฤติกรรมล้วงเกินทางเพศ ทั้งตลอดผู้ป่วยมีสติและไม่มีสติยกเว้นการทำCPRกับผู้ป่วยที่ต้องการนวดหัวใจผายปอด ไม่ใช้อารมณ์ในการปฏิบัติหน้าที่ปฏิบัติผู้ประสบภัยดุจญาติของตัวเอง พึงเห็นกู้ภัยหน่วยอื่นเป็นผู้ร่วมงาน อย่างเป็นมิตรไม่หวังสิ่งตอบแทนจากญาติผู้ป่วยทุกกรณี ใช้วาจาอย่างสุภาพในการปฏิบัติหน้าที่รักษาจรรยาบรรณของการเป็นกู้ภัยและกฏระเบียบอย่างเคร่งครัด สำหรับที่กล่าวมาเป็นข้อปฏิบัติหลักๆแต่จริงๆต้องใช้จิตวิญญาณของตัวเองในการตัดสินใจและรักษากฏด้วยใจจริงค่ะ รถมูลนิธิเป็นรถฉุกเฉินที่ถูกต้องตามกฏหมายหรือไม่? แล้วรถฉุกเฉินมีระเบียบปฏิบัติอย่างไรเมื่อมีพรบ.คุ้มครอง รถของหน่วยงานที่ถูกต้องย่อมถูกกฏหมายแน่นอนค่ะ เพราะต้องมีการขอได้รับอนุญาตจากอธิบดีให้ใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบ หรือให้ใช้สัญญาณไซเรน หรือเสียงสัญญาณอย่างอื่น ตามที่จะกำหนดค่ะ

ความสำคัญของการเรียนรู้และการช่วยฟื้นคืนผู้ประสบอุบัติเหตุ

การช่วยฟื้นฟูผู้ประสบอุบัติเหตุ เป็นการปฏิบัติเพื่อให้การช่วยเหลือเบื้องต้นอย่างถูกต้องเหมาะสมในสิ่งที่ผู้ช่วยเหลือสามารถปฏิบัติได้ในขณะนั้น เพื่อให้ผู้ประสบอุบัติเหตุอยู่ในภาวะปลอดภัยก่อนนำส่งสถานพยาบาล

การประสบอุบัติเหตุในสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้โดยที่เราไม่ได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต การให้ความช่วยเหลือต่อผู้ประสบกับสถานการณ์ฉุกเฉินจึงถือว่าเป็นสิ่งสำคัญพื้นฐานในการช่วยเหลือบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดหรือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ให้รอดพ้นจากอันตรายในโอกาสที่สามารถกระทำได้ ซึ่งจุดมุ่งหมายสำคัญของการช่วยฟื้นคืนชีพผู้ประสบอุบัติเหตุก็เพื่อช่วยลดอาการบาดเจ็บ ความพิการ ตลอดจนการสูญเสียชีวิต ทั้งนี้ผู้ให้การช่วยเหลือจะต้องมีความรู้ความเข้าใจและทักษะการช่วยเหลือ มีความมั่นใจและปฏิบัติอย่างถูกต้องเหมาะสมจึงจะทำให้การช่วยเหลือครั้งนี้ประสบผลสำเร็จตามต้องการ ในระดับชั้นนี้จะนำเสนอถึงการช่วยฟื้นคืนชีพผู้ประสบอุบัติเหตุในกรณีการจมน้ำ การสำลักควันไฟ การถูกไฟฟ้าดูด ภาวะอาการหัวใจวายและภาวะจากทางเดินหายใจอุดตัน เพื่อที่นักเรียนจะได้สามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้องเหมาะสม

หลักการทั่วไปในการช่วยฟื้นฟูผู้ประสบอุบัติเหตุในสถานการณ์ฉุกเฉิน
หลักการทั่วไปในการช่วยฟื้นคืนชีพผู้ประสบอุบัติเหตุในสถานการณ์ฉุกเฉิน ต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายประการ ซึ่งจะผันแปรตามสถานการณ์ของอุบัติเหตุนั้น โดยไม่จำเพาะเจาะจงว่าควรปฏิบัติเช่นไร โดยทั่วไปแล้วผู้ให้การช่วยเหลือจะต้องรู้จักวิธีการประเมินสถานการณ์ด้วยการตัดสินใจเข้าช่วยเหลือ และแก้ไขสถานการณ์ประสบอุบัติเหตุได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว ทันท่วงที และต่อเนื่อง เพราะมีผลกระทบต่อความอยู่รอดหรือเสียชีวิตของผู้ประสบภัยโดยตรง โดยผู้ให้การช่วยเหลือเองจะต้องควบคุมสติให้มั่นคง ไม่ตื่นเต้นตกใจ ควรมีจิตวิทยาวนการพูดสร้างสรรค์ ให้กำลังใจผู้ประสบอุบัติเหตุให้รู้สึกว่าตนเองมีความปลอดภัย โดยมีหลักทั่วไปที่ควรนำมาปฏิบัติเพื่อให้การช่วยเหลือ ดังนี้
1. ตัวผู้ช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุ ผู้ช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุมักเป็นบุคคลที่อยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น จึงควรเรียนรู้หลักการช่วยเหลือเพื่อนำไปปฏิบัติอย่างถูกต้อง ดังนี้
- ผู้ช่วยเหลือควรคำนึงถึงความปลอดภัยของสถานที่เกิดเหตุก่อนเป็นลำดับแรก เพื่อจะได้ประเมินสภาพความปลอดภัยที่เป็นจริงในขณะนั้น ทั้งต่อตัวของผู้ช่วยเหลือและผู้ประสบอุบัติเหตุ
- ผู้ช่วยเหลือจะต้องมั่นใจว่าตนเองในขณะนั้นมีความรู้ความสามารถ และทักษะการปฏิบัติตามหลักการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานอย่างถูกต้องเป็นอย่างดี
- ผู้ช่วยเหลือจะต้องปฏิบัติด้วยความระมัดระวัง มีสติรอบคอบ และกระทำโดยความเหมาะสมในขณะที่ปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือนั้น ควรคำนึงถึงลำดับความสำคัญก่อน-หลังของสภาพความรุนแรงที่ผู้ประสบอุบัติเหตุได้รับด้วย เช่น ถ้าผู้ประสบอุบัติเหตุมีบาดแผลเลือดไหล และหยุดหายใจต้องช่วยให้หายใจก่อนการห้ามเลือด เป็นต้น
- ผู้ช่วยเหลือจะต้องใช้ความรอบคอบในการตรวจสอบด้วยสายตาเพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยให้สามารถมองเห็นและประเมินสถานการณ์ความผิดปกติได้อย่างถูกต้องรวดเร็ว รวมทั้งวางแผนให้การช่วยเหลือเป็นลำดับขั้นตอนไปพร้อมกัน
- ผู้ช่วยเหลือไม่ควรเคลื่อนย้ายตัวผู้ประสบอุบัติเหตุโดยไม่จำเป็น เพราะอาจมีอาการบาดเจ็บของอวัยวะภายในของผู้ประสบอุบัติเหตุที่ไม่สามารถมองเห็นได้ เช่น กระดูกสันหลังหัก กล้ามเนื้อฉีกขาด เมื่อทำการเคลื่อนย้ายแล้วหากปฏิบัติไม่ถูกวิธีอาจทำให้ผู้ประสบอุบัติเหตุพิการหรือบาดเจ็บเพิ่มมากขึ้นโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

2. ตัวผู้ประสบอุบัติเหตุ ผู้ประสบอุบัติเหตุในกรณีสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ อยู่ในภาวะอันตรายที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ซึ่งระดับความรุนแรงของอันตรายที่ได้รับ สามารถเรียงลำดับความสำคัญ 5 ลักษณะ ดังนี้
- ทางเดินหายใจอุดตัน หยุดหายใจ และหัวใจหยุดเต้น
- การเสียเลือดเป็นจำนวนมากอย่างรวดเร็ว
- ไม่รู้สติหรือหมดความรู้สึก
- ได้รับความเจ็บปวด
- กระดูกหัก

ถึงเวลาที่เด็กไทยต้องว่ายน้ำเป็นและสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้

อุบัติเหตุในประเทศไทยที่มีอัตราการสังเวยชีวิตเด็กเป็นอันดับหนึ่งนั่นคือการจมน้ำ โดยในแต่ละปีเด็กเสียชีวิตจากการจมน้ำถึงกว่า 1,500 คน หรือ เฉลี่ย 4 คนต่อวันจากกิจกรรมทางน้ำที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง ข่าวการสูญเสียลูกน้อยวัย 6 เดือนในอ่างน้ำเป่าลม หรือ การพบศพเด็กวัยหัดเดินที่ขาดการทรงตัวขณะชะโงกหน้าไปในบ่อน้ำหรือโอ่งในสวน เนื่องมาจากการปล่อยให้เด็กอยู่ตามลำพังสร้างความสะเทือนใจอยู่ไม่น้อย นอกจากนี้ประสบการณ์อันน่าสลดของผู้ปกครองบางคนที่สูญเสียลูกสาวซึ่งเป็นนักกีฬาว่ายน้ำทีมเยาวชนของโรงเรียนเพราะเพียงแค่หันไปคุยโทรศัพท์เรื่องงาน ในขณะที่ลูกสาวเป็นตะคริวอย่างกะทันหันและจมดิ่งไปในสระโดยที่ไม่มีใครคาดคิด หรือแม้กระทั่งความพลาดพลั้งของนักเรียนมัธยมที่เกิดเหตุในบ่อ หนอง คลอง แม่น้ำ ในขณะเล่นน้ำช่วงเทศกาลสงกรานต์และถูกกระแสน้ำพัดพาไปอย่างรวดเร็ว เหตุการณ์ต่างๆเหล่านี้เป็นอุทาหรณ์สำคัญที่ทำให้เราตระหนักว่าสาเหตุที่ก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมในพริบตาก็คือ ความประมาทในการมองข้ามความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้กับเด็กนั่นเอง

นอกจากนี้การช่วยเหลือที่ไม่ถูกวิธีคืออีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้อัตราการเสียชีวิตจากการจมน้ำของเด็กไทยสูงกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วอีกหลายประเทศ เนื่องจากขาดการฝึกหัดอบรมอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ประกอบกับความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง เช่นการนำเด็กพาดบนบ่าแล้ววิ่งไปมา หรือ วางบนกระทะขนาดใหญ่เพื่อต้องการให้น้ำระบายออกมาทางปาก หากคุณคือคนหนึ่งที่พบเด็กอยู่ในสภาพที่เพิ่งจมน้ำ โปรดจงระลึกไว้ว่าโอกาสที่คุณสามารถช่วยให้เด็กรอดชีวิตนั้นมีเพียง 3นาทีก่อนที่เนื้อสมองจะเริ่มเสียไปจากการขาดออกซิเจนเพราะเลือดไม่ไปเลี้ยงสมอง ดังนั้นการช่วยเหลือตามความเชื่อที่ว่านั้นจึงอาจเกิดผลเสียในการช่วยชีวิตเด็กที่จมน้ำ เพราะเป็นการทำให้เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ และอาจทำให้สำลักน้ำลงสู่ปอดมากขึ้น วิธีการที่ถูกต้องจึงควรเริ่มจากการดึงเด็กขึ้นมาจากน้ำ หากเด็กไม่หายใจและหัวใจหยุดเต้นให้ผายปอดและนวดหัวใจซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการช่วยให้เลือดไปเลี้ยงสมองอย่างต่อเนื่อง การช่วยเด็กที่กำลังจะจมน้ำ หากว่าคุณว่ายน้ำไม่แข็ง หรือ ไม่เป็นเลย คุณควรโยนขอนไม้หรือ วัสดุลอยน้ำ ให้เด็กเกาะไว้ แล้ว เรียกคนอื่นมาช่วยโดยเร็วที่สุด โดย ในระหว่างการนำส่งเด็กจมน้ำไปโรงพยาบาล หากเด็กหัวใจหยุดเต้นหรือเต้นช้า ผู้ปกครองหรือผู้ที่เข้ามาช่วยเหลือควรช่วยกู้ชีพนวดหัวใจเด็กอย่างต่อเนื่องจนเด็กกลับมาหายใจและมีหัวใจเต้นเป็นปกติดี หลังการปฐมพยาบาลเบื้องต้นควรจัดให้เด็กนอนท่าตะแคงและให้ความอบอุ่นจนกว่าจะถึงมือแพทย์

แม้ว่าในปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีมาตรการให้ความรู้ด้านการกู้ภัยทางน้ำแก่บุคคลทั่วไปอย่างแพร่หลาย กระทรวงสาธารณสุขได้มีการกำหนดให้วันเสาร์แรกของเดือนมีนาคมของทุกปี เป็น “วันรณรงค์ป้องกันเด็กจมน้ำ” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างกระแสให้พ่อ แม่ ผู้ปกครอง/ผู้ดูแลเด็ก และเด็ก ตระหนักในเรื่องดังกล่าวโดยมีกิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นให้ทุกคนเข้าใจและสามารถนำไปปฏิบัติเพื่อป้องกันและช่วยเหลือเด็กได้อย่างถูกต้อง

การป้องกันนั้นมีความสำคัญมาก นอกจากการเรียนว่ายน้ำของเด็กจึงเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองควรมอบให้ลูกเพื่อเป็นเกราะป้องกันตัวได้ในระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่สำคัญกว่าสิ่งอื่นใดก็คือ พ่อ แม่ ผู้ปกครอง ควรสละเวลาในการดูแลและใส่ใจในขณะที่ลูกต้องอยู่ใกล้น้ำ รวมถึงการกำจัดแหล่งน้ำในบ้านหรือสร้างรั้วรอบขอบชิดให้กับแหล่งน้ำรอบบ้าน ไม่ควรผลักภาระนี้ให้เป็นหน้าที่ของครู หรือ หน่วยกู้ภัยในการดูแลลูกของคุณ เพราะเวลาเพียงเสี้ยววินาทีอาจทำให้คุณพลาดในการปกป้องชีวิตคนที่คุณรักที่สุดไปอย่างไม่มีวันกลับมาอีกเลย

เรียนรู้การกู้ภัย และการช่วยเหลือการบาดเจ็บจากการดำน้ำ

การเรียนรู้วิธีการสังเกตุความประพฤติและการปฏิบัติตัวของผู้ที่กำลังมีปัญหาและอาจจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุที่รุนแรงได้ และทำอย่างไรถึงจะหยุดการเกิดอุบัติเหตุนั้นด้วยการทำหรือไม่ทำบางอย่าง หลักสูตรนี้เราจะพาคุณไปที่การเตรียมพร้อมที่จะช่วยเหลือผู้อื่นโดยที่ตัวคุณเองไม่ตกอยู่ในอันตราย

การบาดเจ็บในการดำน้ำนั้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก แต่หากเกิดขึ้นแล้ว ผลที่ตามมา มักจะรุนแรง อาจนำไปสู่การบาดเจ็บ สาหัส การพิการ หรือการเสียชีวิตได้ วิธีการหลีกเลี่ยง การบาดเจ็บจากการดำน้ำ ที่ดีที่สุดคือ การไม่ประมาท ดำน้ำด้วยความรอบคอบ ปฏิบัติตนตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อแนะนำ ของสถาบันดำน้ำที่เรียนมา ของ Instructor และ Divemaster อย่างเคร่งครัด ไม่ควรทำในสิ่ง ที่เกินความสามารถของตน ไม่ควรดำน้ำด้วยความคึกคะนอง อวดเก่ง หรือเพื่ออวดความสามารถของตน

นอกจากนั้น สิ่งที่ควรจะมีคือ การมีแผนปฏิบัติการ สำหรับกรณีฉุกเฉิน ดังเช่นในเอกสารฉบับนี้ การมีแผนปฏิบัติการที่ดีนั้น จะทำให้นักดำน้ำนำไปใช้ เป็นแนวปฏิบัติในเวลาวิกฤติ ไม่ต้องเสียเวลาทบทวน หรือเดาว่าสิ่งที่ตนจะกระทำนั้น ถูกต้องหรือไม่ และนำไปสู่การกู้ภัย ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด นั่นเอง

การบาดเจ็บจากการดำน้ำนั้น มีอยู่หลายประการด้วยกัน บางอย่างก็เป็น สิ่งที่สามารถเกิดขึ้นกับคนทั่วๆ ไป ขณะที่บางอย่าง ก็จะเกิดขึ้นกับผู้ที่ดำน้ำ ด้วยอุปกรณ์ในการหายใจใต้น้ำเท่านั้น เอกสารฉบับนี้ จะแนะนำถึงอุบัติเหตุ การบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงวิธีการปฐมพยาบาล การติดต่อสื่อสาร และวิธีการนำผู้ป่วยไปส่งแพทย์ ในกรณีฉุกเฉินจากการดำน้ำ

สิ่งที่สำคัญ ในการรับมือกับกรณีฉุกเฉินนั้น คือการเตรียมพร้อม ทั้งความพร้อมด้านบุคลากร ข่าวสารข้อมูล และอุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือ ในการดำเนินการ นั่นคือ บุคลากรที่จะรับมือกับกรณีฉุกเฉิน ในการดำน้ำนั้น ควรที่จะมีความพร้อม ทั้งในด้านความรู้ ด้านร่างกาย และจิตใจ บุคลากรดังกล่าว ควรมีสมรรถภาพทางกายที่ดี มีทักษะในการดำน้ำ และว่ายน้ำเป็นอย่างดี มีความรู้ความสามารถ ในเรื่องการกู้ภัยจากการดำน้ำ และมีจิตใจที่พร้อม ในการรับมือกับสถานการณ์วิกฤติ อันอาจจะเกิดขึ้น อันดับต่อมา ในการที่จะรับมือกับกรณีฉุกเฉิน ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ควรจะต้องมี การเตรียมข้อมูลที่จะใช้ เช่น ข้อมูลวิธีการ ดำเนินการต่างๆ ข้อมูลวิธีการ ติดต่อกับบุคคล หรือหน่วยงานภายนอก ที่เกี่ยวข้อง และข้อมูลวิธีการ ขนส่งผู้ป่วยไปยังแพทย์ เส้นทางการเดินทาง ฯลฯ และสุดท้าย สำหรับการรับมือกับกรณีฉุกเฉิน ควรจะมีอุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือ ที่คาดว่าน่าจะได้ใช้งาน ไว้ใกล้ๆ เช่น เครื่องมือช่วยคนตกน้ำ อุปกรณ์ปฐมพยาบาล เป็นต้น

การเรียนรู้เป็นอาสาสมัครกู้ภัย เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น

อาสาสมัครกู้ภัย คือ คำที่ใช้เรียกกลุ่มคนผู้มีความเสียสละทั้งทางกายและทางใจ เพื่ออุทิศให้แก่สังคมและเพื่อนร่วมโลก ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์ โดยไม่คำนึงถึงชนชั้น วรรณะ เชื้อชาติ หรือศาสนา และเป็นผู้ซึ่งยอมเสียสละเวลาส่วนตัว เพื่อช่วยเหลือสังคมโดยที่ไม่หวังผลตอบแทนใดๆ อาสาสมัครกู้ภัยมีหลายประเภท มาจากหลายสายงาน กระจายอยู่ทั่วทุกสารทิศ ไม่ว่าจะเป็นอาสาสมัครกู้ภัยของมูลนิธิต่างๆรวมถึงหน่วยงานทางราชการ แต่ทุกคนมีจุดประสงค์เดียวกัน คือต้องการช่วยเหลือผู้ซึ่งกำลังประสบกับปัญหาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ให้พ้นจากวิกฤตินั้นๆไปได้ด้วยดี หน้าที่ของผู้ที่เป็น อาสาสมัครกู้ภัย ถึงแม้ว่าการเป็นอาสาสมัครกู้ภัยนั้นจะเกิดจากความสมัครใจของผู้ที่ทำก็ตาม แต่ทุกคนก็ยังคงต้องประพฤติปฏิบัติตนให้อยู่ในกฎเกณฑ์ ระเบียบ ข้อบังคับของหน่วยงานนั้นๆอย่างเคร่งครัดด้วย ไม่ใช่ว่าเป็นอาสาสมัครกู้ภัยแล้วจะทำอะไรได้ตามอำเภอใจ ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างระเบียบวินัยให้แก่อาสาสมัครกู้ภัยทุกๆคน หน้าที่ของอาสาสมัครกู้ภัยมีหลายอย่างเช่น การออกตระเวนช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุในกรณีต่างๆ การเดินทางไปตามต่างจังหวัด ชนบท หรือถิ่นทุรกันดาร เพื่อนำข้าวของเครื่องใช้ และสิ่งของที่จำเป็นไปแจกจ่ายให้แก่ประชาชนทั้งนี้รวมถึงผู้ที่ประสบภัยทางธรรมชาติ ซึ่งการปลอบโยนผู้ที่เสียขวัญจากสิ่งที่ได้พบเจอก็นับเป็นหน้าที่หนึ่งด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ก็ยังมีหน้าที่ ที่สำคัญอีกหลายอย่างที่ต้องอาศัยความรู้ความสามารถรวมถึงการขวนขวายหาความรู้ของอาสาสมัครกู้ภัยเองด้วย สิ่งนั้นก็คือการช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บ รวมถึงการกู้ภัยในรูปแบบต่างๆ การช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บและการกู้ภัยโดย “อาสาสมัครกู้ภัย” การช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บนั้นมีความสำคัญมาก เพราะในความสำเร็จหรือในความผิดพลาดจากการตัดสินใจในการกระทำนั้น หมายถึง “ชีวิต” ดังนั้นความรู้ความเข้าใจบวกกับความสามารถและความกล้าที่จะช่วยเหลือผู้บาดเจ็บในยาม คับขันจึงมีความสำคัญมาก ทั้งนี้อาสาสมัครกู้ภัยจำเป็นที่จะต้องมีความรู้ทางการแพทย์ไม่มากก็น้อย เพื่อที่จะสามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ส่วนทางด้านการกู้ภัยนั้นไม่ใช่ว่ารู้วิธีแล้วจะทำได้ทันที ทุกอย่างต้องอาศัยการฝึกฝนจนชำนาญ ดังนั้นอาสาสมัครกู้ภัยที่สนใจในการกู้ภัยจึงจำเป็นที่จะต้องขวนขวายหาความรู้จากที่ ต่างๆเพื่อพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ทั้งนี้เพื่อนำไปใช้ได้อย่างถูกวิธี การกู้ภัยแยกออกมาได้หลายชนิด เช่น การดับเพลิง, การโรยตัวจากที่สูงเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่อยู่ด้านล่างซึ่งยากที่จะเข้าถึง, การกู้ภัยในอาคาร, การตัด-ถ่างเพื่อนำผู้บาดเจ็บหรือผู้เสียชีวิตออกมาจากรถยนต์ซึ่งประสบอุบัติเหตุ ฯลฯ แล้วแต่ว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบไหนขึ้นเมื่อไหร่ ดังนั้นอาสาสมัครกู้ภัยจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นอยู่เสมอ คือเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นอาสาสมัครกู้ภัยจะต้องพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ
แต่อย่างไรก็ตามทั้งการช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บและการกู้ภัยก็จำเป็นที่จะต้องมีผู้รู้เฉพาะทางร่วมช่วยเหลือด้วยเช่นกันเพื่อความไม่ประมาทและกันการผิดพลาด นอกจากนี้ก็ยังมีการช่วยเหลือประชาชนด้วยวิธีการอื่นๆตามแต่ปัญหาอีกด้วย เช่นการจับงูที่เข้าไปอยู่ในที่พักอาศัยเพื่อความปลอดภัยของผู้คนซึ่งก็ต้องอาศัยความรู้อีกเช่นกัน ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าอาสาสมัครกู้ภัยคือผู้ที่มีความเสียสละ ปฏิบัติตนต่อผู้อื่นเสมือนเป็นญาติของตน เป็นผู้ซึ่งพัฒนาความรู้ความสามารถของตนเองอยู่เสมอ และให้ความช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลกด้วยความเสมอภาค โดยไม่ต้องการสิ่งตอบแทนใดๆ จึงถือได้ว่าอาสาสมัครกู้ภัยเป็นกำลังสำคัญของสังคมในปัจจุบันไปเสียแล้ว