เรียนแฟชั่นและการออกแบบสิ่งทอต่างประเทศ

แฟชั่น

การเรียนแฟชั่น คือ การศึกษาเกี่ยวกับสไตล์และเทรนด์ของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายนอกจากจะเป็นเครื่องนุ่งห่มที่ช่วยปกป้องมนุษย์จากสภาพอากาศแล้ว เสื้อผ้ายังสะท้อนถึงอิทธิพลของสภาพแวดล้อม และวัฒนธรรมในแต่ละท้องถิ่นอีกด้วย ทุกวันนี้การเปลี่ยนแปลงในแวดวงแฟชั่นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในเมืองอย่างลอนดอน ปารีส มิลาน และนิวยอร์ก ที่ได้รับการขนานนามว่า เมืองหลวงแห่งแฟชั่นของโลก

อุตสาหกรรมแฟชั่นในปัจจุบัน คือการผลิตสินค้าที่ทันสมัย ตอบรับรสนิยมของคนส่วนใหญ่ในสังคม ลดต้นทุนการผลิตด้วยการผลิตครั้งละมากๆ และขายในราคามาตรฐาน ซึ่งการผลิตสินค้าในลักษณะดังกล่าว เป็นงานที่บัณฑิตส่วนใหญ่นิยมทำกันเมื่อจบการศึกษา

อุตสาหกรรมแฟชั่น เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ใหญ่มากในประเทศอังกฤษ เมื่อปี ค.ศ.2011 มีเงินหมุนเวียนในอุตสาหกรรมนี้ถึง 21 ล้านปอนด์ต่อปี (ประมาณ 1 พันล้านบาท) บัณฑิตที่จบด้านแฟชั่นในระดับปริญญา จึงมีทางเลือกในการประกอบอาชีพที่หลากหลาย และเป็นที่ต้องการตัวของตลาดแรงงานเป็นอย่างมาก

ศิษย์เก่าส่วนใหญ่มักออกแบบและผลิตเสื้อผ้าขายภายใต้แบรนด์ของตัวเอง หรือทำงานเป็นนักออกแบบให้กับแบรนด์เสื้อผ้าต่างๆ รายได้เริ่มต้นของผู้จบสาขาวิชาแฟชั่นในประเทศอังกฤษอยู่ที่ 14,000-22,000 ปอนด์ต่อปี (ประมาณ 665,000-1,045,000 บาท)

นอกจากนี้ยังมีงานเกี่ยวกับแฟชั่นอีกมากมายที่บัณฑิตสามารถเลือกทำได้ โดยอาศัยความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดีไซน์และความสนใจในเรื่องเทรนด์ อย่างเช่น เป็นกองบรรณาธิการนิตยสารแฟชั่น เป็นบล็อกเกอร์กูรูด้านแฟชั่น หรือทำงานด้านการตลาดให้กับสินค้าแฟชั่น เป็นต้น

หากไม่ต้องการทำงานประจำ บัณฑิตยังสามารถทำงานเป็นฟรีแลนซ์ ในบทบาทสไตลิสต์ นักเขียน และนักวาดภาพประกอบได้ หรือจะนำความรู้ทางด้านแฟชั่น ไปประยุกต์ใช้กับงานด้านอีคอมเมิร์ซ การขาย หรือการประชาสัมพันธ์ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ

คุณสมบัติของการเป็นกู้ภัยที่ดี

%e0%b8%81%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2

หน่วยกู้ภัยส่วนใหญ่เกิดมาจากคนในชุมชนมารวมตัวกันก่อตั้งขึ้น บางกลุ่มก็มาจากสมาชิกเล่นวิทยุความถี่ บางกลุ่มก็มาจาก อปพร. ซึ่งมีใจรักและเสียสละเพื่อส่วนรวม จึงมีความผูกพันกับชุมชนและรักที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ใกล้ชิดกับชุมชนของตัวเองได้ง่าย และได้รับความไว้วางใจและเชื่อถือจากชุมชน มีการจัดตั้งกระจายออกไปทั่วประเทศ เห็นได้จากมีหลากหลายหน่วยมาก ซึ่งระบบราชการก็ไม่มีงบประมาณพอเพียงที่จะทำได้แต่ก็มีการร่วมมือกันระหว่างหน่วยราชการกับศูนย์กู้ภัย จะเห็นได้ว่าบางสน. ก็ได้ร่วมมือกันกับศูนย์กู้ชีพจัดตั้งหน่วยกู้ชีพพลเรือนขึ้น เช่น ศูนย์ร่มฟ้า เป็นต้น

การจะเป็นกู้ภัยที่ดีต้องปฎิบัติดังนี้

1. ห้ามดื่มของมืนเมาในขณะปฏิบัติหน้าที่

2. ห้ามฉวยโอกาสหยิบของมีค่าของผู้ประสบภัยไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าต้องการเก็บรักษาให้ทำการเก็บใส่ถุงแล้วนำฝากพยาบาลเวรที่รับผู้ป่วย แล้วจดชื่อพยาบาลผู้เก็บรักษาแล้วแจ้งศูนย์

3. ห้ามกระทำการใดๆ อันส่อพฤติกรรมล้วงเกินทางเพศ ทั้งตลอดผู้ป่วยมีสติและไม่มีสติยกเว้นการทำ CPR กับผู้ป่วยที่ต้องการนวดหัวใจผายปอด

4. ไม่ใช้อารมณ์ในการปฏิบัติหน้าที่

5. ปฏิบัติผู้ประสบภัยเสมือนญาติของตัวเอง

6. เห็นกู้ภัยหน่วยอื่นเป็นผู้ร่วมงานอย่างเป็นมิตร

7. ไม่หวังสิ่งตอบแทนจากญาติผู้ป่วยทุกกรณี

8. ใช้วาจาอย่างสุภาพในการปฏิบัติหน้าที่

9. รักษาจรรยาบรรณของการเป็นกู้ภัยและกฏระเบียบอย่างเคร่งครัด

การจัดการศึกษาเพื่อเด็กด้อยโอกาส

Joyful Cambodian kid group

คำว่า “เด็กด้อยโอกาส” หรือ “เด็กในสภาวะยากลำบาก”  ล้วนแต่เป็นถ้อยคำที่บอกให้รู้ถึง “เด็กของเรา” กลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มหนึ่ง ที่ขาดโอกาสได้รับการดูแลและพัฒนาตนอย่างสมวัย ซ้ำจำนวนไม่น้อยยังตกอยู่ในภาวะของการถูกทำร้ายด้วยการใช้แรงงานอย่างหนักเกินวัย ให้ประกอบอาชีพที่ไม่พึงประสงค์ ตกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพกายและจิต

“เด็กด้อยโอกาส” หรือ “เด็กในสภาวะยากลำบาก” จึงมีความหมายครอบคลุมถึงเด็กใน ๓ ลักษณะด้วยกันคือ

๑. เด็กที่อยู่ในพื้นที่ที่ทำให้ด้อยโอกาส ได้แก่เด็กในสลัม เด็กในแหล่งก่อสร้าง เด็กชนบทห่างไกล เด็กในเขตชายแดน เด็กตามเกาะแก่งห่างไกล

๒. เด็กที่อยู่ในสถานการณ์น่าห่วงใย ได้แก่เด็กในสถานค้าประเวณี เด็กในโรงงาน เด็กข้างถนนที่ขายพวงมาลัย ขายหนังสือพิมพ์ เร่ร่อน เด็กพิการในลักษณะต่างๆ และเด็กถูกทารุณ ถูกข่มขืน

๓. เด็กที่อยู่ในสถานสงเคราะห์และสถานพินิจ สถานสงเคราะห์หมายถึงที่ที่ให้เด็กเข้ารับการสงเคราะห์อยู่อาศัยและให้การดูแลในด้านต่างๆ ปัจจุบันมีทั้งภาครัฐและเอกชนที่เปิดสถานสงเคราะห์รองรับเด็กๆ ไว้ ส่วนสถานพินิจหมายถึงที่ที่รองรับเด็กซึ่งถูกพิพากษาจากศาลคดีเด็กและเยาวชน ให้กักตัวไว้เพื่อแก้ไขให้มีพฤติกรรมดีขึ้น

“เด็กด้อยโอกาส” ในความหมาย ๓ ลักษณะข้างต้นนี้ ล้วนแต่คือกลุ่มเป้าหมายที่จะต้องให้ความสนใจและดูแลให้การพัฒนาโดยเร็ว ก่อนที่อะไรๆ จะสายเกินไปกว่านี้หรือเลวร้ายจนหลายคน “ช่วยพัฒนาไม่ทันการณ์”

“การจัดการศึกษาเพื่อเด็กด้อยโอกาส” จึงเป็นรูปธรรมหนึ่งที่สำคัญและจำเป็นต่อการช่วยเหลือให้เด็กๆที่ด้อยโอกาส พ้นจากภาวะลำบากของชีวิตต่อไปได้ ตลอดจนสามารถจะยืนหยัดขึ้นมาอย่างมั่นใจ พึ่งพาตนเองได้อย่างมีคุณค่าอยู่ในสังคม

“การจัดการศึกษาเพื่อเด็กด้อยโอกาส” จึงต้องเริ่มต้นด้วยการเปิดมิติใหม่ของ “โรงเรียนและสถานศึกษา” โดยมีข้อควรตระหนักถึงดังนี้

๑.บทบาทการปกป้องเด็ก เป็นบทบาทที่สำคัญในภาวะปัจจุบัน ที่โรงเรียนจะต้องตระหนักเสมอว่ามีหน้าที่ในการ “ปกป้องเด็ก” ไม่ให้หลุดไปจากระบบโรงเรียนเร็วเกินไป ซึ่งการที่จะ “ปกป้องเด็ก” ไว้ได้นั้น จะหนีไม่พ้นเรื่องของ “ข้อมูลเด็กและครอบครัว” ที่แต่ละโรงเรียนจะต้องมีไว้อย่างละเอียดและเป็นข้อมูลที่ปรับเปลี่ยนอยู่เสมอให้ทันสถานการณ์ เพื่อจะทำให้รู้ว่าขณะนี้ครอบครัวของเด็กคนใดกำลังจะย้ายถิ่น กำลังจะให้ลูกออกจากโรงเรียนไปทำงานในลักษณะต่างๆหรือกำลังประสบปัญหาอะไร การติดตามข้อมูลสถานการณ์เหล่านี้ จะช่วยให้ครูรู้เท่าทันและหาทางประสานช่วยในลักษณะต่างๆ เพื่อให้ครอบครัวเข้าใจและยินยอมให้เด็กๆ ได้เล่าเรียนศึกษาต่อไป

๒.บทบาทการคุ้มครองสิทธิของเด็ก โดยเฉพาะ “สิทธิที่จะได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน” ซึ่งระบบการศึกษาจะต้องแก้ไขอุปสรรคที่ขัดขวางสิทธิในการได้รับการศึกษาของเด็ก โดยเฉพาะกฎระเบียบที่กระทรวงกำหนดไว้นานแล้วและกีดกันเด็กเป็นจำนวนมากไม่ให้ได้รับการศึกษา อาทิ

๒.๑ การต้องมีหลักฐานใบเกิด-ทะเบียนบ้าน เพื่อสมัครเข้าโรงเรียน แม้ปัจจุบันจะยกเลิกระบบนี้แล้วก็ตาม แต่หากเด็กเรียนจบระดับประถม ๖ แล้ว การไม่มีหลักฐานถูกต้อง  มักเป้นอุปสรรคที่เด็กจะก้าวไปรียนต่อในระดับสูงๆ ต่อไป

๒.๒ ระเบียบของกรมการศึกษานอกโรงเรียน ยังมีรอบและมีรุ่นตามปกติ  ทำให้ช่วงเวลาที่เด็กด้อยโอกาสจะเข้าเรียนนั้น ต้องรอคอยจนกว่าจะถึงรอบรับสมัคร  หลายกรณีใช้เวลารอนานหลายเดือน ดังนั้นการแก้ไขให้สมัครเรียนได้ตลอดเวลา ใช้หลักเข้าช้าก็จบช้า  จะช่วยกลุ่มเด็กด้อยโอกาสได้มาก

๒.๓ ระเบียบการสมัครเข้าฝึกวิชาชีพกับ “กรุงเทพมหานคร” และ “กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน” ที่ระบุให้เด็กที่มีอายุ ๑๔ ปีขึ้นไปและเด็กที่จบระดับประถม ๖ แล้วเท่านั้น ที่สามารถสมัครเข้าเรียนได้  เด็กด้อยโอกาสจำนวนไม่น้อยที่อายุไม่ถึง แต่จำเป็นต้องฝึกงานและทำงานควบคู่ไปด้วยจึงหมดสิทธิ์ลง

ตัวอย่างของกฎระเบียบเหล่านี้เป็นเรื่องน่าปวดร้าวใจยิ่ง เพราะเป็นระเบียบที่มาจากหน่วยงานทางการศึกษาและฝึกวิชาชีพ ที่มีหน้าที่ให้การพัฒนาเด็กโดยตรง กลับมีระเบียบที่มากจนกลายเป้นการกีดกันเด็กเสียเอง

๓.การขยายบทบาทของกลไกลเดิมที่ดีอยู่แล้วให้กว้างขวางขึ้น หน่วยงานทางการศึกษามีกลไกสำคัญกลไกหนึ่งที่เป็นประโยชน์ต่อเด็กด้อยโอกาสยิ่ง นั่นคือ “โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์”และ “โรงเรียนราชประชานุเคราะห์” กระจัดกระจายอยู่เกือบครบทุกจังหวัด แต่ถึงจะมากเช่นปัจจุบันก็ยังไม่เพียงพอสำหรับเด็กด้อยโอกาสอีกมากที่ต้องการเข้าไปอยู่อาศัยและเรียนรู้รับการศึกษาที่นั่น  จึงควรเพิ่มจำนวนให้มากขึ้นครบทุกจังหวัดจะดีมาก

๔.เปิดโอกาสให้หน่วยงานอื่นๆ ได้มีบทบาทในการจัดการศึกษาเพิ่มขึ้น จุดนี้ต้องเริ่มด้วยความเชื่อมั่นในศักยภาพของหน่วยงานอื่น เชื่อมั่นในความปรารถนาดีและความทุ่มเทเอาใจใส่ของหน่วยงานต่างๆที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในสังคม  โดยเฉพาะรูปแบบโฮมสกูลและรูปแบบการศึกษาทางเลือก ที่รัฐต้องสนับสนุนและส่งเสริมให้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

เมื่อความเชื่อมั่นเกิดขึ้นกับผู้รับผิดชอบในกระทรวงศึกษาธิการแล้ว ก็จะมีช่องทางมากมายรวมทั้งความร่วมมืออีกมากประสานเข้ามาช่วยจัดการศึกษาเพื่อเด็กด้อยโอกาสในหลายๆระดับตั้งแต่ระดับเตรียมความพร้อม จนถึงระดับจบขั้นพื้นฐาน ๑๕ ปี

สภาพเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ ก็ด้วยการประมวลภาพที่หน่วยงานต่างๆ และส่วนต่างๆดำเนินการอยู่แล้วหาทางสนับสนุนส่งเสริมให้หน่วยงานเหล่านั้นดำเนินการไปได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้นทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพที่ผ่านเกณฑ์การประเมินอย่างเป็นวิชาการ

 

 

การมีจิตสาธารณะเพื่อให้เกิดในจิตสำนึกของเด็ก

การที่มนุษย์ในสังคมจะแสดงออกซึ่งการมีจิตสาธารณะนั้นเป็นเรื่องที่ยาก หากไม่ได้รับการเลี้ยงดูมาแบบส่งเสริมหรือเอื้อต่อการเกิดพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะ สังคมก็จะเป็นไปแบบเห็นแก่ตัว คือ ตัวใครตัวมัน ไม่สนใจสังคมรอบข้างคิดแต่ประโยชน์แห่งตนเท่านั้น ชุมชนอ่อนแอ ขาดการพัฒนา เพราะต่างคนต่างอยู่ สภาพชุมชนมีสภาพเช่นไรก็ยังคงเช่นนั้น ไม่เกิดการพัฒนา และยิ่งนานไปก็มีแต่เสื่อมทรุดลง อาชญากรรมในชุมชนอยู่ในระดับสูง ขาดศูนย์รวมจิตใจ ขาดผู้นำที่นำไปสู่การแก้ปัญหา เพราะคนในชุมชนมองปัญหาของตัวเองเป็นเรื่องใหญ่ ขาดคนอาสานำการพัฒนา เพราะกลัวเสียทรัพย์ กลัวเสียเวลา หรือกลัวเป็นที่ครหาจากบุคคลอื่น ดังนั้น การศึกษาแนวทางและความสำคัญของการมีจิตสาธารณะเพื่อให้เกิดในจิตสำนึกของเด็กและเยาวชนนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่เราควรกระทำ เพื่อสังคมที่น่าอยู่ต่อไป ทั้งนี้เพราะเด็กช่วงแรกเกิดจนถึงก่อน 10 ขวบ เป็นช่วงที่เด็กมีความไวต่อการรับการปลูกฝัง และส่งเสริมจริยธรรมเป็นอย่างยิ่ง เพราะเด็กยังเป็น “ไม้อ่อนที่ดัดง่าย” ฉะนั้นการปฏิบัติต่อเด็กอย่างเหมาะสมกับพัฒนาการด้านสังคมและด้านจิตใจของเด็กจะเป็นการป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น เพื่อที่จะได้เป็นพลเมืองที่ดีของสังคม ก่อให้เกิดความเข้มแข็งของสังคม จะส่งผลให้ การเมือง เศรษฐกิจ ศีลธรรมในสังคมนั้นดีขึ้น

เด็กที่มีจิตสาธารณะจะมีพฤติกรรมที่แสดงออกถึง ความรับผิดชอบต่อสาธารณสมบัติด้วยการเอาใจใส่ดูแลเป็นธุระ และเข้าร่วมในเรื่องส่วนรวมที่เป็นประโยชน์ร่วมกันของกลุ่ม โดยหลีกเลี่ยงการใช้หรือกระทำที่ทำให้เกิดการชำรุดเสียหายต่อของส่วนรวม การถือเป็นหน้าที่ที่จะมีส่วนร่วมในการดูแล การเคารพสิทธิในการใช้สาธารณสมบัติของผู้อื่น มุ่งปฏิบัติเพื่อส่วน รวมในการดูแลรักษาของส่วนรวม เช่น การทำตามหน้าที่ที่กำหนดการดูแลความสงบเรียบร้อย การรักษาสาธารณสมบัติ รับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น มีส่วนร่วมในการหาแนวทางป้องกันแก้ไข รวมไปถึงการรับอาสาทำบางอย่างเพื่อส่วนรวม เคารพสิทธิของผู้อื่นในการใช้ของส่วนรวม ไม่ปิดกั้นในการใช้ของบุคคลอื่น มีการแบ่งปันหรือเปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้ใช้ของส่วน รวม ไม่ยึดครองของส่วนรวมมาเป็นของตนเอง ซึ่งสังเกตได้ ดังนี้

คิดในทางบวก (Positive thinking) คือ คิดในทางที่ดีต่อคนอื่น
มีส่วนร่วม (Participation) คือ การมีส่วนร่วมในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม การอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน เกื้อกูล เป็นธรรมชาติ
ทำตัวเป็นประโยชน์ (Useful) คือ เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ต่อสาธารณะ ต่อสังคม ไม่นิ่งดูดาย อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะแม้เพียงเล็กน้อยก็จะทำ
ไม่เห็นแก่ตัว (Unselfish) คือ การฝึกเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน แบ่งปันของเล่น ของใช้ให้เพื่อน รู้จักให้ทาน
มีความเข้าใจ (Understand) คือ เข้าใจผู้อื่น (Empathy) ไม่ทับถมผู้อื่น ไม่ซ้ำเติมผู้อื่น
มีใจกว้าง (Broad Mind) คือ มีจิตที่กว้างใหญ่ เปิดกว้าง ไม่คับแคบ รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น รับฟังข้อมูล แสวง หาความรู้ใหม่อยู่เสมอ
มีความรัก (Love) คือ รักเพื่อน รักผู้อื่น เมตตาต่อสัตว์ และพืช
มีการสื่อสารที่ดี (Communication) คือ มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น เล่น และทำงานร่วมกับผู้อื่นได้

เรียนรู้กลยุทธ์การช่วยเหลือผู้อื่น

กลยุทธ์การช่วยเหลือ (Rescue) จะเกิดขึ้นโดยทันทีหลังการเกิดภัยพิบัติและทอดระยะเวลาไปได้หลายวัน ขึ้นอยู่กับขนาดของภัยพิบัติที่เกิดขึ้น จุดมุ่งเน้นอยู่ที่การช่วยเหลือคนเจ็บ ผู้ที่ติดค้าง หรือที่ถูกลอยแพ รวมทั้งการระบุตำแหน่งของผู้เสียชีวิต การปรับสภาพของจุดประสบเหตุให้มีความปลอดภัยต่อการเข้าช่วยเหลือ การเข้าสำรวจจุดหรือตำแหน่งของพนักงานที่ต้องการความช่วยเหลือ การเตรียมปัจจัยพื้นฐานที่ต้องการเร่งด่วน อาทิ น้ำดื่ม อาหาร เวชภัณฑ์ ที่พักพิง ฯลฯ รวมถึงการติดต่อกับครอบครัว การแจ้งข่าวแก่ญาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การดำเนินผ่านกระบวนงานองค์กร

ความปลอดภัยของบุคลากร
การทราบตำแหน่งที่อยู่ของบุคลากรเป็นสิ่งที่จำเป็น โดยเฉพาะกับบุคลากรที่อยู่ในพื้นที่ประสบภัย หรืออยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับพื้นที่ประสบภัย ที่องค์กรต้องตัดสินใจดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดในการเคลื่อนย้ายหรืออพยพ การรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบต่อบุคลากรจะเป็นประโยชน์ต่อการให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสม

การมีส่วนร่วมของพนักงาน

พนักงานจะเป็นบุคลากรที่สามารถเข้าร่วมในปฏิบัติการช่วยเหลือ โดยการสนับสนุนขององค์กร ตั้งแต่การให้เงินช่วยเหลือสมทบ การเชื่อมโยงทางเว็บไซต์ไปยังหน่วยกู้ภัยเพื่อร่วมบริจาค การให้วันหยุดพนักงานเพื่อจัดกิจกรรมระดมทุน หรือการเปิดระบบบริจาคโดยการหักบัญชีเงินเดือนพนักงาน

ลูกค้าและผู้ส่งมอบ
เปิดโอกาสให้ลูกค้าและผู้ส่งมอบ สนับสนุนด้วยการระดมเงินช่วยเหลือ ผ่านทางการใช้แต้มสะสม หรือการบริจาคในอัตราร้อยละของค่าสินค้าที่จำหน่าย หรือกิจกรรมระดมทุนร่วมระหว่างองค์กร

การประเมินผลกระทบภายในองค์กร
การสื่อสารในองค์กรกับบุคลากร และกับหน่วยประกอบการที่ได้รับผลกระทบ จะช่วยให้องค์กรสามารถประเมินผลกระทบความเสียหาย และความจำเป็นในการช่วยเหลือให้แก่ทีมช่วยเหลือ ข้อมูลที่สำคัญอย่างเช่น พื้นที่ และจำนวนบุคลากรที่ได้รับผลกระทบ จะเป็นประโยชน์ต่อทีมเผชิญเหตุภัยพิบัติในพื้นที่ โดยเฉพาะในกรณีที่มีการดำเนินความช่วยเหลือร่วมกับบริษัทอื่น สามารถล่วงรู้ข้อมูลที่จำเป็นในภาคสนาม เช่น ระดับการเข้าถึงของหน่วยกู้ภัยและหน่วยปฏิบัติการอื่นๆ ในพื้นที่