การช่วยฟื้นคืนชีพผู้ประสบอุบัติเหตุในสถานการณ์ต่างๆ

สำหรับการช่วยฟื้นคืนชีพผู้ประสบอุบัติเหตุในสถานการณ์ต่างๆ ที่จะนำเสนอในบทเรียนนี้ ได้แก่ การช่วยฟื้นคืนชีพผู้ประสบอุบัติเหตุในกรณีการจมน้ำ การสำลักควันไฟการถูกไฟฟ้าดูด ภาวะจากอาการหัวใจวาย และภาวะจากทางเดินหายใจอุดตัน ซึ่งสามารถปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพได้ดังวิธีการต่อไปนี้

1. การช่วยฟื้นคืนชีพผู้ประสบอุบัติเหตุจากการจมน้ำ
สาเหตุ การจมน้ำเป็นภาวะที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงมากถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที อาจเกิดจากการพลัดตกน้ำ การว่างน้ำไม่เป็นซึ่งพบบ่อยในเด็กเล็ก คนที่จมน้ำมักจะเสียชีวิตจากการสำลักน้ำและขาดอาการหายใจ หรือเจ็บป่วยจากภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ ปอดบวมน้ำ
อาการ ผู้ประสบอุบัติเหตุจากการจมน้ำเป็นเวลานานจะซีดหรือหมดสติ เนื่องจากขาดอากาศหายใจ และอาจคลำชีพจรไม่ได้เพราะหัวใจหยุดเต้นร่วมด้วย
การช่วยฟื้นคืนชีพ
1) ประเมินสถานการณ์โดยเลือกวิธีช่วยเหลือที่ปลอดภัยที่สุด ทั้งต่อตัวผู้ช่วยเหลือเองและผู้ประสบอุบัติเหตุ และถ้าไม่จำเป็นอย่างลงไปช่วยในน้ำ เพราะผู้ประสบอุบัติเหตุที่อยู่ในภาวะตกใจและต้องการมีชีวิตรอดจะจับหรือกอดรัดผู้ช่วยเหลือจนไม่สามารถว่ายน้ำได้ ซึ่งจะเป็นสาเหตุให้จมน้ำทั้งคู่ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ช่วยเหลือพึงระวัง ทางที่ดีควรหาวัสดุให้ผู้ประสบอุบัติเหตุยึดเกาะเช่น ห่วงยาง เชือก หรือไม้ จะปลอดภัยมากกว่า ซึ่งสามารถกระทำได้ในกรณีเกิดเหตุการณ์จมน้ำใกล้ฝั่ง
2) ถ้าไม่มีทางเลือกเนื่องจากผู้ประสบอุบัติเหตุจมน้ำอยู่ไกลฝั่งมาก และต้องว่ายน้ำเข้าไปช่วยเหลือต้องปฏิบัติอย่างมีสติรอบคอบ ซึ่งควรสำรวจตัวเองว่ามีความพร้อมเช่น ว่ายน้ำเป็น ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง และต้องช่วยเหลืออย่างถูกต้อง โดยให้ว่ายน้ำเข้าไปทางด้านหลังผู้ประสบอุบัติเหตุ ใช้มือข้างหนึ่งของผู้ช่วยเหลือจัดล็อกบริเวณไหล่และหน้าอกของผู้ประสบอุบัติเหตุไว้ จากนั้นใช้มืออีกข้างหนึ่งช่วยว่ายน้ำค่อยๆ พยุงเข้าหาฝั่ง ซึ่งมีส่งที่พึงกระทำเพิ่มเติมคือ ระวังไม่ให้จมูกและปากของผู้ประสบอุบัติเหตุอยู่ใต้น้ำเพื่อช่วยป้องกันการสำลักน้ำเข้าไปอีก
3) หลังจากนำผู้ประสบอุบัติเหตุขึ้นมาจากน้ำได้แล้วให้รีบตรวจสอบการหายใจและคลำชีพจรทันที ถ้าไม่หายใจให้ช่วยหายใจด้วยวิธีการเป่าปาก หรือถ้าหัวใจหยุดเต้นให้ปฏิบัติการนวดหัวใจตามวิธีที่ได้ศึกษามาแล้ว
4) ถ้าต้องการเอาน้ำออกจากปอดและกระเพาะอาหารของผู้ประสบอุบัติเหตุให้จัดท่าผู้ประสบอุบัติเหตุนอนคว่ำ ศีรษะตะแคงไปด้านใดด้านหนึ่งเพื่อให้หายใจได้สะดวก จากนั้นใช้มือทั้ง 2 ข้างของผู้ช่วยเหลือสอดเข้าใต้ชายโครงของผู้ประสบอุบัติเหตุ ออกแรงยกขึ้นลงประมาณจะช่วยให้น้ำที่คั่งอยู่ในปอดและกระเพาะอาหารไหลออกมาทางปากได้บ้าง
5) ใช้ผ้าหรือเสื้อหนาๆ คลุมร่างกายผู้ประสบอุบัติเหตุ เพื่อช่วยสร้างความอบอุ่นแก่ร่างกาย แล้วรีบนำส่งสถานพยาบาลทันทีในทุกกรณี

2. การช่วยฟื้นฟูผู้ประสบอุบัติเหตุจากการสำลักควันไฟ
สาเหตุ การสำลักควันไฟสามารถเกิดขึ้นได้จากกรณีเพลิงไหม้ และติดอยู่ในสถานที่เกิดเพลิงไหม้นั้น ซึ่งสูดควันเข้าทั้งทางจมูกและปากจึงทำให้ได้รับควันจำนวนมากเข้าสู่ปอด
อาการ อาการสำคัญเมื่อสูดควันเข้าสู่ปอดเป็นจำนวนมาก คือสำลัก ไอ และหายใจไม่ออก ทำให้ร่ายกาขาดก๊าซออกซิเจนส่งผลให้เป็นลมหมดสติ หรือเสียชีวิตได้ ซึ่งพบว่า คนที่ติดอยู่ในบ้านหรือสถานที่เกิดเพลิงไหม้จะเสียชีวิตก่อนถูกไฟคลอก เนื่องจากขาดก๊อซออกซิเจนเพราะสูดควันเข้าไปมากกว่าปกติ ยิ่งถ้าเกิดเหตุเพลิงไหม้ในโรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตวัสดุจำพวกสารพิษ สารเคมี และพลาสติก เมื่อสารเหล่านี้ถูกเผาไหม้จะเกิดไอระเหยของสารพิษปนมากับควันไฟ โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนมอนอกไซต์ ซึ่งรวมตัวกับเฮโมโกลบินได้ดีกว่าก๊าซออกซิเจนจึงทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนอย่างรวดเร็ว ถ้าสูดดมเข้าไปก็จะก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบทางเดินทางเดินหายใจได้รุนแรง
การช่วยฟื้นคืนชีพ
1) รีบให้การช่วยเหลือโดยพาผู้ประสบอุบัติเหตุออกจากกลุ่มควันนั้นโดยเร็ว ซึ่งต้องคำนึงถึงความปลอดภัยต่อตนเองด้วย จึงควรหาวัสดุห้องกันอันตรายก่อน เช่น เสื้อกันไฟ ถุงมือกันไฟ ผ้าหรือหน้ากากป้องกันควัน เป็นต้น
2) หลังจากช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุออกมาจากควันไฟได้แล้ว ให้ตรวจสอบการหายใจ ถ้าไม่หายใจให้ปฏิบัติการช่วยหายใจเพื่อเพิ่มก๊าซออกซิเจนในปอด และคลำชีพจรบริเวณคอ ถ้าคลำชีพจรไม่พบ แสดงว่าหัวใจหยุดเต้นให้ปฏิบัติการนวดหัวใจทันที
3) ให้การรักษาอาการบาดเจ็บอื่นๆ ที่สามารถทำได้โดยปลอดภัย เช่นมีบาดแผลเลือดออกควรห้ามเลือด หรือกรณีอื่นๆ ตามความเหมาะสม
4) รีบนำผู้ประสบอุบัติเหตุส่งสถานพยาบาล เพื่อให้แพทย์ดูแลรักษาโดยเร็ว

การพัฒนาศักยภาพช่วยเหลือของกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางสังคม

สภาพโดยทั่วไปของการทำงานกับกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางสังคมในปัจจุบันยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องมนุษยนิยม เช่น ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเป็นธรรม ความเสมอภาค การไม่เลือกปฏิบัติ ฯลฯ ซึ่งการทำงานในลักษณะดังกล่าวนี้มักจะเป็นไปในลักษณะรูปแบบของการจัดบริการเชิงสงเคราะห์ ซึ่งการให้บริการทางสังคมในลักษณะดังกล่าวนั้นมักประสบกับปัญหาการที่หน่วยงานของภาครัฐไม่สามารถให้บริการได้อย่างครอบคลุม ทั่วถึง และเพียงพอกับกลุ่มผู้ด้อยโอกาสในทุกกลุ่มเป้าหมาย เนื่องจากเงื่อนไขและข้อจำกัดบางประการที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการที่รัฐจัดสรรให้ผู้ด้อยโอกาส เช่น การไม่สามารถเข้าร่วมในระบบประกันสังคมของกลุ่มผู้ด้อยโอกาสในภาคชนบท เนื่องจากเป็นแรงงานนอกระบบและไม่มีรายได้ที่แน่นอน หรือการติดเงื่อนไขในการขอรับการสนับสนุนจากกองทุนต่าง ๆ ที่มักจะมีเงื่อนไขที่เป็นข้อจำกัดของกลุ่มยากจนที่สุดในชุมชน เช่น ต้องมีข้าราชการค้ำประกัน ต้องมีที่ดินเป็นของตัวเอง

จากเงื่อนไขข้อจำกัดดังกล่าวทำให้ ในอนาคต ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับปรัชญาเรื่องความมั่นคงของมนุษย์มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาศักยภาพและการเสริมพลังของกลุ่มคนเหล่านี้ให้สามารถยืนอยู่ได้ด้วยตนเอง ควบคู่ไปกับการเร่งพัฒนาและปรับปรุงเงื่อนไขต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขอรับบริการทางสังคมและบริการอื่น ๆ ที่ทางภาครัฐเป็นผู้จัด ให้มีความยืดหยุ่นและเอื้อต่อกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางสังคมเหล่านี้มากขึ้น รวมทั้งการเพิ่มพื้นที่ทางสังคมให้กับภาคประชาสังคมและภาคเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาศักยภาพของกลุ่มคนเหล่านี้ ทั้งทางด้านการศึกษา ด้านจิตใจ สภาพความเป็นอยู่ ด้านอาชีพ ทั้งนี้ โดยมีเป้าหมายปลายทางร่วมกัน คือ การพัฒนาศักยภาพของกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางสังคมให้สามารถเข้าถึงสิทธิที่พึงมีพึงได้ต่าง ๆ ด้วยตนเอง

การนำแนวคิดการประกอบการเพื่อสังคมมาใช้ในการแก้ไขปัญหาของกลุ่มผู้ประสบปัญหา (ด้อยโอกาส) ทางสังคมที่ประสบความสำเร็จ ทั้งในมิติของการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจและมิติของการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ก็คือ โครงการพัฒนาดอยตุง ซึ่งปัจจุบันโครงการดังกล่าวได้สร้างงานและสร้างรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่นอย่างมากมายมหาศาล ดังจะเห็นได้จากผลสำเร็จของการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจในช่วงที่ผ่านมาทำให้โครงการพัฒนาดอยตุงสามารถเลี้ยงตัวเองได้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 เช่นเดียวกับที่ได้ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่นให้ดีขึ้น ทั้งทางด้านรายได้ การศึกษา การได้รับสัญชาติ การพัฒนาและถ่ายโอนทักษะการประกอบต่าง ๆ ให้กับชุมชน

การทำงานอาสามีบทบาทสำคัญในการสร้างผลทางเศรษฐกิจในพื้นที่ที่ความยากจนแพร่หลายชุมชนคนยากจน

47

อาสาสมัครว่าคือคนที่ทำงานโดยไม่หวังอะไร คนที่ทำงานโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน ผู้เข้าร่วมในการทำอะไรสักอย่างที่เขาไม่ได้ถูกผูกมัดให้ทำตามกฎหมาย ในอีกแง่มุมหนึ่ง อาสาสมัครคือคนที่เสนอตัวทำสิ่งที่เป็นการกุศลหรืองานช่วยเหลือผู้อื่นโดย ไม่คาดหวังที่จะได้รับรางวัลใดๆไม่ว่าจะเป็นการจ่ายเงินหรือการชดเชยต่อการ บริการที่เขาช่วยทำไป เพราะการกระทำนั้นทำด้วยความตั้งใจที่เป็นอิสระของตน ไม่มีข้อผูกมัดทางกฎหมายหรือการกดดันบีบบังคับใดๆ ให้ต้องทำการทำงานอาสาเป็นการเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างแข็งขันเอาจริงเอาจัง การทำงานอาสาเกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันหรือการให้เวลา พลัง หรือความสามารถ ไม่ใช่การให้ทรัพยากรที่เป็นตัวเงินหรือวัตถุออกไปในฐานะแหล่งทุนหรือผู้ อุปถัมภ์ การทำงานอาสาไม่มีการบังคับ แต่ละคนให้เวลา พลัง และความสามารถแบบให้เปล่า ไม่ว่าจะมีแรงดลใจมาจากอะไรก็ตาม

การทำงานอาสามิได้รับแรงดลใจ มาจากผลตอบแทนทางการเงิน แม้ว่าหลายองค์กรจะจ่ายคืนให้อาสาสมัครสำหรับค่าใช้จ่ายส่วนตัวและค่าวัสดุ ที่เกิดขึ้นในระหว่างที่พวกเขามาช่วย การชดเชยในรูปตัวเงินเหล่านี้เรียกกันว่าการจ่ายเงินคืน ค่าครองชีพหรือค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพ แต่มิใช่เงินเดือน เป็นส่วนที่มาเสริมและมิใช่แรงดลใจหรือตัวกระตุ้นหลักของการทำงานอาสาการทำงานอาสาเน้นไปที่สิ่งดีงามร่วมกัน ถึงแม้ว่าเหตุผลของการมาทำงานอาสาอาจจะเป็นเรื่องเฉพาะของแต่ละคนและบางที อาจจะเป็นแม้กระทั่งเป็นการทำเพื่อรับใช้ตนเอง แต่จุดเน้นของผลที่ออกมาของการทำงานอาสานั้นพ้นจากตัวตนสู่สิ่งดีงามร่วมกัน ที่ใหญ่กว่าในปี 1999 หน่วยงานอาสาสมัครแห่งองค์การสหประชาชาติ แจกแจงลักษณะสามประการที่บ่งบอกว่าสิ่งที่ทำไปเป็นการทำงานอาสา นั่นคือ เลือกทำด้วยตนเอง ไม่มีผลตอบแทนเป็นตัวเงินและเพื่อประโยชน์ของชุมชน ในลักษณะนี้การทำงานอาสามีบทบาทสำคัญในการสร้างผลทางเศรษฐกิจ ในพื้นที่ที่ความยากจนแพร่หลายชุมชนคนยากจนมักจะขาดเพื่อนและเพื่อนบ้านสามารถช่วยเหลือได้  การช่วยเหลือซึ่งกันและกันด้วยการสมัครใจอาสานี้ประกอบเป็นเครือข่ายนิรภัย ทางสังคม แบบอย่างนี้ใช้ได้ดีในรัฐที่มีความสมานฉันท์ของชาติในยามยากลำบาก โดยกลุ่มที่มีฐานะดีกว่ามักจะเสียสละเพื่อประโยชน์ของคนที่ต้องการความช่วย เหลือ

 

การรักษาเรือหรือสินค้าให้พ้นจากความสูญหายหรือเสียหายอันมีที่มาจากภัยทางทะเล

Chicago Train Derailment

คำว่า Salvage นั้นถ้าหากพิจารณาตามคำนิยามของนักวิชาการต่างประเทศที่ได้ให้คำจำกัดความไว้ก็จะพบว่า โดยส่วนมากคำว่า “Salvage” มักจะได้รับการตีความในลักษณะที่จำกัดโดยมีความหมายที่ครอบคลุมถึงเฉพาะการช่วยเหลือทรัพย์สินเท่านั้น เช่น ในคำอธิบายของ Alan E. Branch ซึ่งได้กล่าวไว้ว่าการช่วยเหลือกู้ภัยเป็นกระบวนการนำกลับมา การรักษาเรือหรือสินค้า ให้พ้นจากความสูญหายหรือเสียหายอันมีที่มาจากภัยทางทะเล และรวมถึงเงินรางวัลที่ได้จ่ายให้แก่ผู้เข้าช่วยเหลือกู้ภัยเพื่อเป็นการตอบแทนการให้บริการในการรักษาทรัพย์สินดังกล่าวไว้หรือในตำรากฎหมายฝรั่งเศสก็มีนักวิชาการบางท่าน เช่น Tantin G. ที่ได้ให้ความหมายแห่งการช่วยเหลือกู้ภัยไว้ว่าเป็นการที่เรือลำหนึ่งได้ให้การช่วยเหลือแก่เรืออีกลำหนึ่งซึ่งตกอยู่ในอันตราย โดยการช่วยเหลือเช่นว่านี้อาจจะอยู่ในรูปของการลากจูงเรือที่รับการช่วยเหลือ การช่วยทำให้เรือดังกล่าวมีน้ำหนักเบาลงเพื่อให้เรือนั้นสามารถลอยขึ้นได้ หรือการช่วยเหลือในการดับไฟบนเรือ

คำอธิบายหรือการให้คำจำกัดความของนักวิชาการดังที่กล่าวถึงข้างต้นนี้มีความสอดคล้องกันกับสารานุกรมบางเล่ม เช่น Encyclopedia Britannica Inc. ที่ได้ให้คำอธิบายเกี่ยวกับ Salvage ในมุมของกฎหมายพาณิชยนาวีว่า เป็นการให้ความช่วยเหลือแก่เรือหรือสินค้าในเรือที่กระทำขึ้นในบริเวณน่านน้ำที่สามารถเดินเรือได้ ให้รอดพ้นจากภยันตรายที่อาจยังไปสู่ความสูญหายหรือการถูกทำลายแห่งทรัพย์สิน ได้นอกจากนี้ ตามแหล่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ของ Cornell University Law Schoolยังได้มีการอธิบายถึงวิธีการหรือลักษณะแห่งการช่วยเหลือกู้ภัยไว้ในลักษณะที่น่าสนใจ โดยได้อ้างถึงคำพิพากษาแห่งคดี Reynolds Leasing Corp. v. The Tug Patrice McAllister ว่าผู้ช่วยเหลือกู้ภัยนั้นไม่ได้จำเป็นว่าจะต้องเป็นการให้ความช่วยเหลือในทางกายภาพแก่เรือหรือสินค้าเสมอไป แต่องค์ประกอบที่ผู้ช่วยเหลือกู้ภัยจะต้องมีอยู่ก็คือเจตนาและความสามารถในการให้การช่วยเหลือกู้ภัยเพราะฉะนั้น ลำพังเพียงการตัดสินใจของนายเรือที่ได้นำเรือของตนไปลอยลำอยู่ใกล้ ๆ ในเวลาที่เรือซึ่งอยู่ในภัยพิบัติกำลังต้องการความช่วยเหลือก็ถือเป็นการเพียงพอแล้วที่จะก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องในเงินค่าตอบแทนการช่วยเหลือกู้ภัย

การช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บนั้นมีความสำคัญมากของอาสาสมัครกู้ภัย

7

อาสาสมัครกู้ภัย คือ คำที่ใช้เรียกกลุ่มคนผู้มีความเสียสละทั้งทางกายและทางใจ เพื่ออุทิศให้แก่สังคมและเพื่อนร่วมโลก ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือโดยไม่คำนึงถึงชนชั้น วรรณะ เชื้อชาติ หรือศาสนา และเป็นผู้ซึ่งยอมเสียสละเวลาส่วนตัว เพื่อช่วยเหลือสังคมโดยที่ไม่หวังผลตอบแทนใดๆ อาสาสมัครกู้ภัยมีหลายประเภท มาจากหลายสายงาน กระจายอยู่ทั่วทุกสารทิศ ไม่ว่าจะเป็นอาสาสมัครกู้ภัยของมูลนิธิต่างๆรวมถึงหน่วยงานทางราชการ แต่ทุกคนมีจุดประสงค์เดียวกัน คือต้องการช่วยเหลือผู้ซึ่งกำลังประสบกับปัญหาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ให้พ้นจากวิกฤตินั้นๆไปได้ด้วยดีหน้าที่ของผู้ที่เป็น อาสาสมัครกู้ภัยถึงแม้ว่าการเป็นอาสาสมัครกู้ภัยนั้นจะเกิดจากความสมัครใจของผู้ที่ทำก็ตาม แต่ทุกคนก็ยังคงต้องประพฤติปฏิบัติตนให้อยู่ในกฎเกณฑ์ ระเบียบ ข้อบังคับของหน่วยงานนั้นๆอย่างเคร่งครัดด้วย ไม่ใช่ว่าเป็นอาสาสมัครกู้ภัยแล้วจะทำอะไรได้ตามอำเภอใจ ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างระเบียบวินัยให้แก่อาสาสมัครกู้ภัยทุกๆคน หน้าที่ของอาสาสมัครกู้ภัยมีหลายอย่างเช่น การออกตระเวนช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุในกรณีต่างๆ การเดินทางไปตามต่างจังหวัด ชนบท หรือถิ่นทุรกันดาร เพื่อนำข้าวของเครื่องใช้ และสิ่งของที่จำเป็นไปแจกจ่ายให้แก่ประชาชนทั้งนี้รวมถึงผู้ที่ประสบภัยทางธรรมชาติ ซึ่งการปลอบโยนผู้ที่เสียขวัญจากสิ่งที่ได้พบเจอก็นับเป็นหน้าที่หนึ่งด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ก็ยังมีหน้าที่ ที่สำคัญอีกหลายอย่างที่ต้องอาศัยความรู้ความสามารถรวมถึงการขวนขวายหาความรู้ของอาส าสมัครกู้ภัยเองด้วย สิ่งนั้นก็คือการช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บ รวมถึงการกู้ภัยในรูปแบบต่างๆ

การช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บนั้นมีความสำคัญมาก เพราะในความสำเร็จหรือในความผิดพลาดจากการตัดสินใจในการกระทำนั้นหมายถึง “ชีวิต” ดังนั้นความรู้ความเข้าใจบวกกับความสามารถและความกล้าที่จะช่วยเหลือผู้บาดเจ็บในยาม คับขันจึงมีความสำคัญมาก ทั้งนี้อาสาสมัครกู้ภัยจำเป็นที่จะต้องมีความรู้ทางการแพทย์ไม่มากก็น้อย เพื่อที่จะสามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนทางด้านการกู้ภัยนั้นไม่ใช่ว่ารู้วิธีแล้วจะทำได้ทันที ทุกอย่างต้องอาศัยการฝึกฝนจนชำนาญ ดังนั้นอาสาสมัครกู้ภัยที่สนใจในการกู้ภัยจึงจำเป็นที่จะต้องขวนขวายหาความรู้จากที่ ต่างๆเพื่อพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ทั้งนี้เพื่อนำไปใช้ได้อย่างถูกวิธี การกู้ภัยแยกออกมาได้หลายชนิด เช่น การดับเพลิง, การโรยตัวจากที่สูงเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่อยู่ด้านล่างซึ่งยากที่จะเข้าถึง, การกู้ภัยในอาคาร, การตัด-ถ่างเพื่อนำผู้บาดเจ็บหรือผู้เสียชีวิตออกมาจากรถยนต์ซึ่งประสบอุบัติเหตุ ฯลฯ แล้วแต่ว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบไหนขึ้นเมื่อไหร่ ดังนั้นอาสาสมัครกู้ภัยจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นอยู่เสมอ คือเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นอาสาสมัครกู้ภัยจะต้องพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ แต่อย่างไรก็ตามทั้งการช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บและการกู้ภัยก็จำเป็นที่จะต้องมีผู้รู้เฉพาะทางร่วมช่วยเหลือด้วยเช่นกันเพื่อความไม่ประมาทและกันการผิดพลาด นอกจากนี้ก็ยังมีการช่วยเหลือประชาชนด้วยวิธีการอื่นๆตามแต่ปัญหาอีกด้วย เช่นการจับงูที่เข้าไปอยู่ในที่พักอาศัยเพื่อความปลอดภัยของผู้คนซึ่งก็ต้องอาศัยความรู้อีกเช่นกัน