การศึกษาด้านการกู้ภัยและการช่วยเหลือ

สำหรับเหตุการณ์ร้ายแรงพบว่าปัจจุบันนี้มีเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากและแทบจะทุกครั้งที่ไม่สามารถแก้ไขเหตุได้อย่างถูกต้องทันท่วงที เพราะว่า ไม่มีแผนการเตรียมตัว ไม่มีการซ้อมแผน การติดตาม งาน ขาดความใส่ใจ เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถึงเวลาที่จะต้องให้ความสำคัญเพื่อลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้น โดยจำเป็นจะต้องศึกษาถึงวิธีการป้องกันที่จะเกิดขึ้นจากภัยต่างๆ เช่น เพลิงไหม้ น้ำท่วม แผ่นดินไหว เคมีหกรั่วไหล แก๊สรั่ว การขู่ลอบวางระเบิด การวางเพลิง เป็นต้น ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องมีการวางแผนและฝึกอบรม โดยมีเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ในด้านการกู้ภัยในสถานการณ์ต่างๆเข้ามาช่วยเหลือ

กลยุทธ์ในการปฏิบัติการกู้ภัยก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้สั่งการใช้จัดระบบปฏิบัติงาน ที่เกิดเหตุให้มีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน ทำให้ภัยที่เกิดขึ้นไม่ให้มีผลกระทบร้ายแรงซึ่งมีหลักเกณฑ์การเลือกกลยุทธ์ ดังนี้
1.การช่วยเหลือชีวิตของประชาชนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด มาก่อนการเลือกการลดความสูญเสียในทรัพย์สินและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
2. การควบคุมความเสียหายที่กำลังเกิดขึ้นจากอุบัติภัยขณะนั้น อย่างเช่น การกำจัดต้นเหตุของการเกิดเหตุโดยตรง เช่น เพลิงไหม้ หรือน้ำท่วม

สำหรับโรงเรียนสอนกู้ภัยและการช่วยเหลือนั้นมีมากมายให้ได้ศึกษา ยกตัวอย่างเช่น สถาบันฝึกดับเพลิงชั้นสูง ทาฟต้า ซึ่งเป็นสถาบันฝึกดับเพลิงและกู้ภัยชั้นสูงเป็นโรงเรียน ฝึก สอนดับเพลิงและกู้ภัย ให้มีการฝึกดับเพลิงให้กับพนักพนักงานทั่วไป จะเห็นได้ว่าสาธารณภัยสามารถส่งผลกระทบให้แก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างมากโดยเฉพาะเมื่อประชาชนไม่ให้ความสำคัญไม่มีความเข้าใจในความเสี่ยงของตนเอง และไม่สามารถดูแลจัดการกับความเสี่ยงนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมทำให้ตนเองมีสภาพเปราะบางและอาจไม่สามารถหลีกเลี่ยงกับการเป็นผู้ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากสาธารณภัย ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่ทุกคนไม่อาจปฏิเสธได้คือ สาธารณภัยเป็นเรื่องใกล้ตัวและอาจได้รับผลกระทบโดยทางใดทางหนึ่งเมื่อใดก็ได้ ฉะนั้นทุกภาคส่วนควรให้ความสำคัญกับเรื่องการลดความเสี่ยงจากสาธารณภัยที่เน้นการมีส่วนร่วมของทุกคน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคธุรกิจ การศึกษา และชุมชนให้มีความเข้าใจ และมีความตระหนักในเรื่องนี้

การศึกษาด้านการกู้ภัยต่างๆและการช่วยเหลือผู้อื่น

การศึกษาด้านการกู้ภัยต่างๆและการช่วยเหลือผู้อื่น

โลกคือหมู่บ้านใหญ่ที่เราอยู่ร่วมกัน ไม่มีชาติใดจะอยู่อย่างไม่พึ่งชาติอื่นได้ ไม่มีใครไม่ต้องการความช่วยเหลือ  การทำงานอาสาคือการที่คนเราทำงานให้ผู้อื่นโดยมิได้ถูกกระตุ้นว่าจะได้รับ สิ่งตอบแทนเป็นตัวเงินหรือสิ่งใดๆ การทำงานอาสาเป็นกิจกรรมที่เอาประโยชน์ของผู้อื่นเป็นที่ตั้ง ตั้งใจที่จะส่งเสริมสิ่งที่ดีๆ หรือปรับปรุงคุณภาพชีวิต บางคนอาจเป็นอาสาสมัครเพื่อให้ได้ทักษะโดยไม่ต้องมีการลงทุนของนายจ้างเพิ่มเติม การทำงานอาสาหรือการเป็นอาสาสมัครมีหลายรูป แบบและใครๆก็ทำได้ อาสาสมัครจำนวนมากได้รับการฝึกฝนเป็นพิเศษในงานที่ตนทำ เช่น ในด้านการแพทย์ การศึกษา หรือการกู้ภัยในยามฉุกเฉิน บางคนทำงานในที่ต่างๆหลายแห่ง เช่น คนที่ทำงานอาสาในยามที่เกิดภัยธรรมชาติ  ในลักษณะนี้การทำงานอาสามีบทบาทสำคัญในการสร้างผลทางเศรษฐกิจ  ในพื้นที่ที่ความยากจนแพร่หลาย  ชุมชนคนยากจนมักจะขาดเพื่อนและเพื่อนบ้านสามารถช่วยเหลือได้  การช่วยเหลือซึ่งกันและกันด้วยการสมัครใจอาสานี้ประกอบเป็นเครือข่ายนิรภัย ทางสังคม แบบอย่างนี้ใช้ได้ดีในรัฐที่มีความสมานฉันท์ของชาติในยามยากลำบาก โดยกลุ่มที่มีฐานะดีกว่ามักจะเสียสละเพื่อประโยชน์ของคนที่ต้องการความช่วย เหลือ

การทำงานอาสาด้านสิ่งแวดล้อมหมายถึงอาสาสมัครที่ช่วยเหลือทางด้านการจัดการ สภาพแวดล้อม  อาสาสมัครทำกิจกรรมได้กว้างขวางหลากหลาย รวมทั้งการติดตามสภาพแวดล้อม การฟื้นฟูระบบนิเวศ เช่น การปลูกพืชขึ้นมาใหม่ การกำจัดวัชพืช และการให้การศึกษาเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ ระบบโรงเรียนทั่วโลกพึ่งพาอาสาสมัครและการบริจาคเป็นอย่างมากเพื่อให้สามารถ ดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิผล เมื่อใดที่เศรษฐกิจตกต่ำ ความต้องการอาสาสมัครและทรัพยากรก็เพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างยิ่ง มีโอกาสมากมายในระบบโรงเรียนที่อาสาสมัครจะใช้เป็นประโยชน์โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งถ้าคุณมีทักษะหรือความเชี่ยวชาญเฉพาะ ไม่มีข้อเรียกร้องมากนักในการที่จะเป็นอาสาสมัครในระบบโรงเรียน ไม่ว่าคุณจะเป็นพ่อแม่ผู้ปกครอง ปู่ย่าตายาย หรือแค่เพียงสมาชิกคนหนึ่งของชุมชน โรงเรียนส่วนมากเพียงขอให้กรอกข้อความในแบบฟอร์มอาสาสมัครให้ครบถ้วน ส่วนผลประโยชน์ที่ได้รับก็เหมือนกับการทำงานอาสาแบบอื่นๆ นั่นคือรางวัลอันยิ่งใหญ่สำหรับอาสาสมัคร เด็กนักเรียน และโรงเรียนดังนั้นประเทศส่วนใหญ่จึงพัฒนานโยบายและออกกฎหมายเพื่อทำความชัดเจนถึงบทบาท และความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีส่วนได้เสียและจัดสรรการสนับสนุนทางกฎหมาย ทางสังคม ทางการบริหาร และทางการเงินให้ตามที่จำเป็น เรื่องนี้มีความจำเป็นเป็นพิเศษเมื่อการมองว่ากิจกรรมอาสาบางกิจกรรมเป็นการ ท้าทายอำนาจรัฐ เช่น เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2001 ประธานาธิบดีบุชแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาเตือนว่ากลุ่มอาสาสมัครควรเสริม มิใช่แทนที่ งานที่หน่วยงานรัฐทำ งานอาสาสมัครที่ยังประโยชน์แก่รัฐแต่ท้าทายคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับค่าตอบ แทนสร้างความขุ่นเคืองใจให้สหภาพแรงงานที่เป็นตัวแทนคนที่ได้รับค่าตอบแทน เช่น ในกรณีอาสาสมัครดับเพลิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการรวมคนทั้งสองกลุ่มไว้ในหน่วยเดียวกัน